
สปช.เห็นชอบแผนยกเครื่องปฏิรูปตำรวจ
ที่ประชุมสปช.มีมติเห็นชอบแผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง ก.ตร.-ก.ต.ช. วางมาตรฐานแต่งตั้งโยกย้ายยึดอาวุโสคู่ความสามารถ
ที่ประชุมสปช.มีมติเห็นชอบแผนปฏิรูปตำรวจ รื้อโครงสร้าง ก.ตร.-ก.ต.ช. วางมาตรฐานแต่งตั้งโยกย้ายยึดอาวุโสคู่ความสามารถ
เมื่อวันที่ 11 ส.ค. การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสปช.คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยได้มีการพิจารณา รายงานการจัดทำแผนปฏิรูปกิจการตำรวจ ตามที่คณะกรรมการจัดทำแผนปฏิรูปตำรวจ ซึ่งมีนายธีรยุทธ์ หล่อเลิศรัตน์ สปช. เป็นประธานเสนอมา
โดยมีสาระสำคัญ คือ การแก้ปัญหาการแทรกแซงกิจการตำรวจ จนกระทบต่อการบริหารงานในองค์กร และทำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ขาดความเป็นอิสระ อยู่ในการครอบงำของฝ่ายการเมือง จึงเสนอให้ปฏิรูปองค์กรตำรวจที่สำคัญ อาทิ
1.การปฏิรูปโครงสร้างคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.) มีจำนวน 16 คน เพื่อให้การบริหารงานของก.ตร.มีความเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง
มีการกำหนดอำนาจเพิ่มเติมให้ก.ตร.มีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้งผบ.ตร. โดยตำแหน่งประธานก.ตร.ให้คัดเลือกจากอดีตข้าราชการตำรวจระดับรองผบ.ตร.หรือเทียบเท่าขึ้นไป ด้วยการลงคะแนนเลือกจากตำรวจระดับยศพ.ต.อ.ขึ้นไป
2.การปฏิรูปคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) มี 11 คน โดยมีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆทั้งฝ่ายการเมือง กระบวนการยุติธรรม ภาคประชาชน ร่วมเป็นกรรมการ มีหน้าที่เฉพาะการกำหนดนโยบายการทำงานในองค์กร ไม่มีอำนาจแต่งตั้งผบ.ตร. เพื่อไม่ให้มีการแทรกแซงทางการเมือง
3.การปฏิรูปการแต่งตั้งผบ.ตร. โดยให้การแต่งตั้งผบ.ตร.ดำเนินการโดยก.ตร.เพียงองค์กรเดียว ด้วยการคัดเลือกจากข้าราชการตำรวจในตำแหน่งจเรตำรวจแห่งชาติ รองผบ.ตร.หรือเทียบเท่า (ยศพล.ต.อ.) จำนวน 3 คน แล้วให้ข้าราชการตำรวจระดับพ.ต.อ.ขึ้นไป ลงคะแนนเลือกเหลือ 1 คน เพื่อเสนอก.ตร.พิจารณานำเสนอนายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯแต่งตั้งต่อไป เพื่อให้คนเป็นผบ.ตร.ต้องสั่งสมผลงานมาเป็นระยะยาว เป็นผู้ประพฤติดีมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่วิ่งเต้นรับใช้นักการเมืองอย่างเดียว และให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีส่วนร่วมในการเลือกผู้บังคับบัญชา
4.การวางมาตรฐานแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ให้พิจารณาโดยยึดความอาวุโส ประกอบความรู้ความสามารถ
5.การถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของตำรวจให้หน่วยงานที่มีภารกิจโดยตรงรับไปดูแล อาทิ การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยงานจราจรไปให้กทม. เมืองพัทยา และองค์กรปกครองท้องถิ่นดูแล การตรวจคนเข้าเมืองให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม หรือกระทรวงต่างประเทศดูแล
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สปช. อภิปรายว่า รายงานฉบับนี้เป็นการรายงานปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นกับตำรวจทั้งระบบ ซึ่งในรายงานส่วนใหญ่นั้น ส่วนตัวเห็นด้วยและอยากให้ปฏิรูปอย่างจริงจัง แต่ไม่เห็นด้วยในบางส่วน อาทิ การแต่งตั้งผบ.ตร.โดยก.ตร. ที่ให้จเรตำรวจและรองผบ.ตร.มีส่วนร่วม เพราะอาจเกิดปัญหา เนื่องจากจะเกิดการวิ่งเต้น และมีระบบอุปถัมภ์เกิดขึ้น
ส่วนเรื่องการแยกงานสอบสวนออกจากสตช.นั้น ส่วนตัวมองว่าไม่ควร เพราะจะทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ แต่ควรแก้ปัญหาในเรื่องของจิตวิญญาณของตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการหาผลประโยชน์ รีดไถ ที่จะต้องเลิกให้ได้ โดยผบ.ตร.ที่จะเข้ามารับตำแหน่งใหม่นั้น ต้องประกาศให้ชัดเจน รวมถึงมีบทลงโทษที่รุนแรงและจริงจังด้วย อีกทั้ง ต้องให้ประชาชนมีโอกาสประเมินการทำหน้าที่ของตำรวจในทุกปี
ด้าน พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สปช. อภิปรายว่า ส่วนตัวรู้สึกผิดหวังกับรายงานฉบับนี้ที่ทำเหมือนรายงานส่งครูประจำชั้น เพราะไม่ใช่การปฏิรูป หรือเป็นเพราะว่าพวกท่านใส่สูท ใส่รองเท้าหนังต่างประเทศ จึงไม่เห็นใจคนจนว่าเขาจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากยากเย็นอะไร โดยเฉพาะการแยกการสอบสวนออกจากสตช.นั้น ต่างประเทศเขาทำกันมานานแล้ว
“การแยกการสอบสวนนั้นเด็กๆ ที่ดูหนังต่างประเทศก็ยังรู้เลยว่าสามารถทำได้ ในต่างประเทศเขาก็ทำกันและมีประสิทธิภาพด้วย ถ้ารายงานออกมาแบบนี้ก็ไม่ต้องปฏิรูปจะดีกว่า รายงานแบบนี้ไม่ต้องเอาออกไป อายประชาชนเขา ให้ลืมไปเลยว่ามีการปฏิรูป เพราะรายงานนี้ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่เริ่มตั้งคณะกรรมการฯแล้ว รายงานนี้ไม่มีเจตนาที่จะช่วยประชาชนที่ยากไร้ ด้อยโอกาส เราไม่ได้ให้ปฏิรูปตำรวจเพื่อให้ตำรวจเจริญก้าวหน้าหรือมีอะไรดีๆ มากมาย แต่อยากให้ปฏิรูปเพื่อประชาชน ถ้าทำไม่ได้ สักวันจะให้พวกเขาลุกขึ้นมาเอง วันนั้นพวกเขาก็คงจะทำได้”พล.ร.อ.พระจุณณ์ กล่าว
ขณะที่ รศ.กอบกุล พันธ์ เจริญวรกุล สปช. อภิปรายว่า อาชีพอื่นก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน แต่ทำไมอาชีพเหล่านั้นจึงไม่ถูกมองว่ามีการรีดไถ ตรงนี้อาจจะต้องดูในเรื่องของสวัสดิการและรายได้เสริมด้วย ขณะที่ระบบการถ่ายโอนภารกิจนั้นก็ถือว่ายังไม่ดีเท่าที่ควร ยังไม่ได้มองภาพรวมว่าการชำแหละสตช.นั้น ก็เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลในอนาคต
ผศ.ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. อภิปรายว่า ส่วนตัวอาจจะตั้งความหวังไว้มากเกินไป เพราะเท่าที่ฟังมีเพียงเรื่องเดียวคือการถ่ายโอนอำนาจ นอกนั้นไม่เห็นว่าจะเป็นการปฏิรูปตรงไหน อย่างไร ทั้งนี้ เรื่องของความเป็นอิสระที่พูดกันว่าต้องปลอดจากการเมืองนั้น ยังมองว่า ควรให้มีตัวแทนของประชาชน ซึ่งก็คือนักการเมืองที่ดีได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ไม่ควรที่จะปฏิเสธไปเลย
สำหรับเรื่องการประเมินและการพัฒนาตำรวจนั้น วันนี้ควรจะมีกลไกที่เรียกว่าสำนักประเมินและพัฒนาตำรวจขึ้นมาประเมินและรายงานผลทุกปี เชื่อว่าตำรวจจะดีขึ้น ระมัดระวังและวิ่งหาสิ่งที่เรียกว่าความดีงามมากขึ้น ที่สำคัญคือ ตำรวจที่ไม่ดีต้องถูกซักฟอก ขณะที่ตำรวจที่เลวจะต้องเอาออกไป ไม่ให้มีที่ยืน ไม่ใช่แค่ถูกโยกย้ายเท่านั้น
ด้าน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ในฐานะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า เรื่องงานสอบสวนที่บางท่านบอกว่าในต่างประเทศมีหลายประเทศที่แยกงานสอบสวนออกมานั้น แต่ก็ยังมีต่างประเทศอีกจำนวนมากที่ไม่ได้แยกงานสอบสวนออกมาเช่นกัน ทั้งนี้ หากไม่สร้างพนักงานสอบสวนให้เติบโตในสายงานของเขา และไม่ป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอำนาจแทรกแซงการทำงานแล้ว ก็อาจจะได้กรมตำรวจใหม่ขึ้นมา ที่มีปัญหาเหมือนกันกับกรมตำรวจเดิมก็เป็นได้
พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของตำรวจนั้น ถือเป็นหน่วยงานอิสระ ซึ่งมีอยู่ในหลายประเทศเช่นกัน ตรงนี้จะคงความเป็นธรรมให้กับประชาชนได้จริงๆ เพราะปัจจุบันเวลาที่มีการกล่าวโทษร้องทุกข์ตำรวจนั้น ตำรวจจะเป็นผู้พิจารณาความผิดของตำรวจด้วยกันเอง โอกาสที่จะเกิดการลูบหน้าปะจมูกขึ้น จึงมีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าหากมีหน่วยงานอิสระที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับสตช.ขึ้นมา ประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง และส่วนตัวยังหวังว่า เรื่องนี้จะผ่านที่ประชุมสปช.ไปสู่ครม. เพื่อที่จะได้เห็นเงาของการปฏิรูปตำรวจบ้างในที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 16.57 น.ที่ประชุมได้ลงมติเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมการจัดทำแผนปฏิรูปตำรวจพร้อมทั้งส่งให้ครม.พิจารณาต่อไปด้วยคะแนน 125 ต่อ 28 เสียง







