
หวนคืนสู่นิวเคลียร์ ทางรอดเดียวศก.ญี่ปุ่น
หลังจากการปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วไปมาเป็นเวลา 5 ปีกว่า ในที่สุดทางบริษัท คิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์
หลังจากการปิดโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทั่วไปมาเป็นเวลา 5 ปีกว่า ในที่สุดทางบริษัท คิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ บริษัทด้านพลังงานของญี่ปุ่นตัดสินใจเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลขหนึ่งที่โรงไฟฟ้าเซนได ทางตอนใต้ของประเทศอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์อีกครั้งอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ด้านความปลอดภัยใหม่ของหน่วยงานด้านการกำกับนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น ซึ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นหลังจากแดนซามูไรแห่งนี้ต้องเผชิญกับวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ เมื่อปี 2011 ซึ่งถือเป็นวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเชอร์โนบิลที่ยูเครนในปี 1986
การตัดสินใจกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้งถือเป็นหมุดหมายสำคัญ สำหรับอนาคตด้านพลังงานของญี่ปุ่นเลยทีเดียว เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรสำหรับการผลิตพลังงานเป็นของตนเองส่งผลให้ต้องนำเข้าเกือบ 100%
หลังจากเกิดวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจหยุดการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่มีอยู่ราว 50 แห่งทั่วประเทศ เพื่อซ่อมบำรุงและตรวจสอบความปลอดภัย
มาตรการดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับเศรษฐกิจญี่ปุ่นเลยทีเดียว เนื่องจากสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งแต่เดิมคิดเป็นเกือบ 20% ของปริมาณการใช้พลังงานทั้งหมดในประเทศหายไป ทำให้ญี่ปุ่นต้องนำเขาก๊าซธรรมชาติมากขึ้น เพื่อทดแทนส่วนที่หายไป
ทุกวันนี้ญี่ปุ่นจึงกลายเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานเกินกว่า 90% ของปริมาณความต้องการพลังงานในประเทศเบื้องต้น ซึ่งนอกจากการทำให้ประเทศขาดความมั่นคงทางพลังงานแล้ว ยังทำให้สภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเสียสมดุลอีกด้วย
โนบุอะ ทานากะ กรรมการบริหารของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) แสดงทัศนะไว้ว่า การนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศถือเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานของญี่ปุ่นอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง หรือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันทางเรืออาจเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ซึ่งจะกลายเป็นการปิดกั้นเส้นทางการส่งออกน้ำมันไปยังญี่ปุ่น
นับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมาญี่ปุ่นต้องนำเข้าทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และน้ำมัน และกลายเป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้นำเข้าถ่านหินมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้นำเข้าน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 โดยเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 58% จากช่วงที่ยังมีการใช้นิวเคลียร์ในการผลิตไฟฟ้า
ความเคลื่อนไหวของดุลการค้าต่างประเทศญี่ปุ่นที่เข้าสู่สภาพขาดดุลโดยทันทีและขาดดุลอย่างต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลตัดสินใจปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วประเทศในปี 2011 โดยเมื่อเดือน มิ.ย. 2014 ขาดดุลมากถึง 8.34 แสนล้านเยน (ราว 2.35 แสนล้านบาท)
ขณะที่ในปัจจุบัน แม้สัดส่วนการขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านเยน (ราว 1.94 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ก็เกิดสัดส่วนการส่งออกที่เพิ่มมากขึ้นจากเงินเยนที่อ่อนค่าลง และยังเป็นผลมาจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 50% อีกด้วย
ดังนั้น การฟื้นตัวของดุลการค้าญี่ปุ่นในขณะนี้ จึงไม่มีความมั่นคงอย่างยิ่ง และผันผวนตามทิศทางราคาพลังงานโลกเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าไม่มีความแน่นอน จึงมีความสุ่มเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะกลับไปขาดดุลอย่างมหาศาลอีกครั้ง แม้การส่งออกจะเริ่มฟื้นตัวแล้วก็ตาม
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังกลายเป็นประเทศที่การบริโภคพลังงานจากฟอสซิลเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย และส่งผลให้อัตราค่าบริการไฟฟ้าในญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นอีกด้วย โดย เจเคเอ็ม มากเกอร์ ซึ่งเป็นดัชนีติดตามความเคลื่อนไหวการส่งก๊าซธรรมชาติไปเอเชีย พบว่าราคาก๊าซธรรมชาติที่ขายในญี่ปุ่นนั้นแพงกว่าที่ขายในสหรัฐถึง 3 เท่า และอัตราค่าบริการไฟฟ้าในญี่ปุ่นยังสูงขึ้นเกือบ 30% สำหรับภาคอุตสาหกรรม และ 20% สำหรับครัวเรือนทั่วไป
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลต่อบรรยากาศการดำเนินธุรกิจในญี่ปุ่นเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถือเป็นต้นทุนสำหรับการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจทุกอย่าง เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น เสน่ห์ในการลงทุนในญี่ปุ่นย่อมลดลงตามไปด้วย
นอกจากนี้ การใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตพลังงานมากขึ้นยังส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของญี่ปุ่นอีกด้วย โดยอัตราก๊าซเรือนกระจกในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทำสถิติใหม่เมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา หลังจากการยุติการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นอีกหลายโรง
แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเสียเฉพาะกับสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชื่อเสียงบนเวทีโลกอีกด้วย ท่ามกลางความพยายามในการลดก๊าซเรือนกระจกของนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่านโยบายในการกลับไปเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้งของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ จะได้รับแรงเสียดทานและเสียงคัดค้านจากประชาชนจำนวนมาก เนื่องจากญี่ปุ่นมีประสบการณ์อันเลวร้ายจากการโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเพิ่งจะครบรอบ 70 ปี เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นอกจากนี้วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิจิ ยังคงเป็นที่ติดอยู่ในใจของชาวญี่ปุ่น ในประเด็นความปลอดภัยของการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้
ยืนยันได้จากโพลสอบถามความเห็นของหลายสำนัก ซึ่งระบุว่า กว่า 60% ของประชาชนญี่ปุ่นต่อต้านการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
กระนั้นก็ตาม การกลับไปเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้งก็ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับไขสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจญี่ปุ่นอีกครั้ง รัฐบาลของนายกฯ อาเบะ จึงต้องพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อกลับไปใช้พลังงานนิวเคลียร์อีกครั้งให้ได้
ทั้งนี้ การตัดสินใจอนุญาตให้มีการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์หมายเลขหนึ่งที่โรงไฟฟ้าเซนไดอีกครั้ง นับเป็นการหยั่งเสียงสะท้อนจากประชาชน โดยบริษัท คิวชู อิเล็กทริก พาวเวอร์ ได้ยื่นขอเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เครื่องที่ 2 ในเดือน ต.ค.นี้อีกด้วย
หากเสียงจากประชาชนให้ผ่าน รัฐบาลญี่ปุ่นก็จะเดินตามแผนในการเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วประเทศให้ญี่ปุ่นกลับมาใช้นิวเคลียร์ให้ได้ถึง 20% ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตามนอกจากนิวเคลียร์ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นเหลือทางเลือกไม่มากแล้วจริงๆ







