
บทบัญญัติค้ำประกันและจำนอง ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ (ตอนจบ)
โดย...อนุรักษ์ นิยมเวช อดีตสมาชิกวุฒิสภา
โดย...อนุรักษ์ นิยมเวช อดีตสมาชิกวุฒิสภา
2.เรื่องที่แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายจำนอง
2.1 ข้อตกลงเกี่ยวกับการจำนองที่แตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ (มาตรา 714/1) กำหนดให้ข้อตกลงเกี่ยวกับการจำนองที่แตกต่างไปจากมาตรา 728 มาตรา 729 และมาตรา 735 เป็นโมฆะ
มาตราดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองผู้จำนองมิให้รับผิดเกินสมควร กล่าวคือ มาตรา 728 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการบอกกล่าวบังคับจำนอง มาตรา 729 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุด และมาตรา 735 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการบอกกล่าวบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนอง ซึ่งปัจจุบันทั้ง 3 มาตราดังกล่าวข้างต้นได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมเช่นกัน (ดูข้อ 2.4 ข้อ 2.5 และข้อ 2.7)
2.2 การนำบทบัญญัติค้ำประกันบางมาตรามาใช้บังคับกับการจำนองเพื่อประกันหนี้บุคคลอื่น (แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 727) กำหนดให้นำบทบัญญัติมาตรา 691 มาตรา 697 มาตรา 700 และมาตรา 701 มาใช้บังคับกับกรณีที่บุคคลจำนองทรัพย์สินเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระด้วยโดยอนุโลม
2.3 ผู้จำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้ให้บุคคลอื่นไม่ต้องรับผิดในหนี้เกินราคาทรัพย์สินจำนอง (เพิ่มเติมมาตรา 727/1) กำหนดให้ผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ไม่ต้องรับผิดในหนี้นั้นเกินราคาทรัพย์สินที่จำนองในเวลาที่บังคับจำนองหรือเอาทรัพย์จำนองหลุด ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด และกำหนดให้ข้อตกลงใดอันมีผลให้ผู้จำนองรับผิดเกินที่บัญญัติไว้ดังกล่าว หรือให้ผู้จำนองรับผิดอย่างผู้ค้ำประกันตกเป็นโมฆะ ไม่ว่าข้อตกลงนั้นจะมีอยู่ในสัญญาจำนองหรือทำเป็นข้อตกลงต่างหาก
เว้นแต่เป็นกรณีที่นิติบุคคลเป็นลูกหนี้และบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการตามกฎหมายหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้นเป็นผู้จำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้นั้นของนิติบุคคล และผู้จำนองได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้เป็นสัญญาต่างหาก
แต่เดิมเจ้าหนี้โดยเฉพาะสถาบันการเงินกับผู้จำนอง (ซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้) สามารถตกลงกันให้ผู้จำนองยังคงต้องรับผิดใช้เงินส่วนขาดหลังจากการบังคับจำนองแล้ว หรืออาจกำหนดให้ผู้จำนองเข้ารับผิดอย่างผู้ค้ำประกันอีกฐานะหนึ่งด้วยก็ได้ ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ผู้จำนองที่ไม่ได้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม มาตรา 727/1 นี้ เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจจัดการของนิติบุคคลทำข้อตกลงรับผิดในหนี้ของนิติบุคคลเกินราคาทรัพย์จำนองได้ เพราะผู้มีอำนาจจัดการบริษัทเอกชนทั่วไปมักจะเป็นเจ้าของกิจการที่แท้จริงของบริษัทนั้นด้วย
2.4 การบอกกล่าวบังคับจำนอง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 728) กำหนดระยะเวลาในการบอกกล่าวบังคับจำนอง และผลของการไม่ได้บอกกล่าวตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังนี้
(1) เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน นับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจึงจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดได้
(2) ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการดังกล่าว ผู้จำนองจะหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลา 15 วันดังกล่าว
บทบัญญัติมาตรา 728 เดิม ไม่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาที่แน่นอนในการที่ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ และไม่ได้กำหนดให้ผู้รับจำนองต้องบอกกล่าวผู้จำนอง (ซึ่งไม่ใช่ลูกหนี้ชั้นต้น) ก่อนการบังคับจำนองแต่อย่างใด ในทางปฏิบัติ ผู้รับจำนองจึงอาจละเลยหรือจงใจไม่แจ้งการบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังผู้จำนอง ซึ่งมีผลทำให้ผู้รับจำนองต้องรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
2.5 การเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุด (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 729) กำหนดว่าในการบังคับจำนองตามมาตรา 728 ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดภายในบังคับแห่งเงื่อนไขต่อไปนี้แทนการขายทอดตลาดก็ได้
(1) ลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึง 5 ปี และ (2) ผู้รับจำนองแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ
ตามมาตรา 729 เดิมนั้น เมื่อผู้รับจำนองฟ้องบังคับเอาทรัพย์จำนองหลุดเป็นสิทธิของตน ผู้จำนองจะมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ทรัพย์สินที่จำนองมีราคาท่วม (มากกว่า) จำนวนเงินที่ค้างชำระ แต่ตามมาตรา 729 ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ ผู้รับจำนองจะเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่า ราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ
2.6 การขอให้ขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดี (เพิ่มเติมมาตรา 729/1) มาตรา 729/1 นี้ เป็นบทบัญญัติที่เป็นหลักการใหม่ ซึ่งกำหนดให้ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล กล่าวคือ หลังจากที่หนี้ถึงกำหนดชำระ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้
ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล โดยผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งนั้น ทั้งนี้ให้ถือว่าหนังสือแจ้งของผู้จำนองเป็นหนังสือยินยอมให้ขายทอดตลาด
ในกรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
2.7 ระยะเวลาบอกกล่าวผู้รับโอนทรัพย์สินจำนองเมื่อจะบังคับจำนอง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 735) กำหนดให้ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวการบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองล่วงหน้าเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 60 วันก่อน จึงจะบังคับจำนองได้ (มาตรา 735 เดิม กำหนดระยะเวลาบอกกล่าวผู้รับโอนล่วงหน้าไว้เพียง 1 เดือน)
2.8 ระยะเวลาการไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 737) กำหนดให้ผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองสามารถจะไถ่ถอนจำนองเมื่อใดก็ได้ แต่ถ้าผู้รับจำนองได้บอกกล่าวว่าจะบังคับจำนอง ผู้รับโอนต้องไถ่ถอนจำนองภายใน 60 วัน นับแต่วันรับคำบอกกล่าว (ตามมาตรา 737 เดิม ถ้าผู้รับจำนองได้บอกกล่าวว่าจะบังคับจำนอง ผู้รับโอนต้องไถ่ถอนจำนองภายใน 1 เดือน นับแต่วันรับคำบอกกล่าว)
2.9 การระงับจำนอง (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 744) มาตรา 744 ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ เพิ่มเติมเหตุระงับจำนองในกรณีที่มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยผู้จำนองร้องขอตามมาตรา 729/1 ที่เพิ่มเติมใหม่ (ดูข้อ 2.6 ข้างต้น)
3.บทเฉพาะกาล
โดยทั่วไปแล้ว บทบัญญัติของพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ (ฉบับที่ 20) จะไม่กระทบกระเทือนถึงสัญญาที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (12 ก.พ. 2558) เว้นแต่บทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมในบางเรื่องที่อาจจะมีผลใช้บังคับกับสัญญาที่ทำก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
เช่น การบอกกล่าวผู้ค้ำประกันและการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกัน (มาตรา 686) การลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกันเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน (มาตรา 691 วรรคหนึ่ง) ระยะเวลาการไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอนทรัพย์จำนอง (มาตรา 737) การบอกกล่าวบังคับจำนอง (มาตรา 728) ระยะเวลาการบอกกล่าวบังคับจำนองแก่ผู้รับโอนทรัพย์จำนอง (มาตรา 735) และระยะเวลาการไถ่ถอนจำนองโดยผู้รับโอนทรัพย์จำนอง (มาตรา 737)
บทสรุป
การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการค้ำประกันและจำนองตามพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับในครั้งนี้ เป็นการปฏิรูปกฎหมายการค้ำประกันและจำนองครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้
ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองได้รับความเป็นธรรมมากขึ้น และได้รับการคุ้มครองสิทธิตามที่พึงมีตามกฎหมายอย่างเต็มที่
ในขณะเดียวกัน บทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมนี้ก็ยังมีความเหมาะสมและยืดหยุ่นพอสมควรต่อการค้ำประกันหรือจำนองในทางธุรกิจหรือในโครงการของรัฐ เพราะได้มีการเปิดช่องให้ผู้ค้ำประกันที่เป็นนิติบุคคลสามารถผูกพันตนเพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมได้ การยอมให้สถาบันการเงินหรือผู้ค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ สามารถทำข้อตกลงล่วงหน้ายินยอมให้มีการผ่อนเวลาได้
ตลอดจนการยกเว้นให้ผู้มีอำนาจในการจัดการนิติบุคคลซึ่งจำนองทรัพย์สินของตนเพื่อประกันหนี้ของนิติบุคคลนั้น สามารถทำข้อตกลงรับผิดในหนี้เกินราคาทรัพย์จำนองหรือรับผิดอย่างผู้ค้ำประกันได้
ในการปฏิรูปบทบัญญัติว่าด้วยการค้ำประกันและจำนอง ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายพอสมควร แต่ในการจัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมครั้งแรกโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ (ฉบับที่ 20) ทางรัฐบาลหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติอาจจะยังรับฟังความคิดเห็นไม่รอบด้านและเพียงพอ จึงเป็นเหตุทำให้ต้องมีการออกพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับหลังตามมา







