posttoday
สัจธรรมการเมืองแบบไทยๆ

สัจธรรมการเมืองแบบไทยๆ

11 สิงหาคม 2558

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ไม่น่าเชื่อว่า ในที่สุดท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ใช้ “ความกล้าหาญ” ตามแบบ “นักเลงโบราณ” ของท่าน ลงนามคำสั่งให้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. 2558 ยกเลิกคำสั่งเดิมที่ท่านนายกฯ เองเป็นผู้ลงนามคำสั่งให้ นพ.ณรงค์ ไปนั่ง “ตบยุง” ที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนาน

ท่านนายกฯ ออกคำสั่งทั้งๆ ที่รู้หรือควรรู้ว่า นพ.ณรงค์ คือตัวปัญหา ต้นเหตุของความขัดแย้งในกระทรวงสาธารณสุข เพราะทันทีที่ท่านนายกฯ สั่งให้ นพ.ณรงค์ ไปปฏิบัติงานที่สำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ปัญหาขัดแย้งในกระทรวงสาธารณสุขก็สงบลงโดยพื้นฐานความขัดแย้งรายวันระหว่างปลัดณรงค์ กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สงบลงทันที และแน่นอนความขัดแย้งกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็หายไป

จากรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการชุดที่มี ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน แม้ไม่มีข้อเสนอให้สอบสวนทางวินัยกับ นพ.ณรงค์ แต่ก็ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นความผิดชัดเจนทั้ง 3 ประเด็นที่คณะกรรมการตั้งขึ้น

เพราะท่านนายกฯ ทราบดีว่า นพ.ณรงค์ คือตัวปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง การสั่งให้ นพ.ณรงค์ กลับไปปฏิบัติงานที่กระทรวงสาธารณสุข จึงออกมาพร้อมเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1) ต้องไม่ไปใช้อำนาจสั่งย้ายใครในกระทรวง 2) ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐมนตรี และ 3) ต้องไม่มีเรื่องขัดแย้งกับ สปสช. ไม่เช่นนั้นจะโดน “มาตรา 44”

การออกคำสั่งของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จึงอยู่บนพื้นฐานของคติแบบไทยๆ คือ การใช้หลักเมตตาช่วย “กู้ศักดิ์ศรี” ให้ นพ.ณรงค์ “ได้ชื่อ” ว่าได้กลับไปกระทรวงสาธารณสุขในช่วงเวลาเกือบ 2 เดือน ก่อนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2558 นี้

นอกจากหลักเมตตาแล้ว ยังน่าจะเป็นไปตามหลัก “บุญคุณต้องทดแทน” ด้วย เพราะข่าววงในระบุว่า ที่ท่านนายกฯ ออกคำสั่งครั้งนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นการ “โยนระเบิด” กลับเข้าไปในกระทรวงสาธารณสุขก็เพราะ “คำขอร้อง” ที่ยากจะปฏิเสธของบุคคลคนหนึ่งที่ “ขอกัน” จากการเห็นแก่ “คุณงามความดี” ที่ นพ.ณรงค์ เป็นปลัดกระทรวงเพียงคนเดียวที่ “หาญกล้า” ออกมา “เป่านกหวีด” คัดค้านรัฐบาลยิ่งลักษณ์

“คุณงามความดี” นี้ เกือบทำให้ นพ.ณรงค์ ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แต่ “หลุดโผ” ไปเพราะมีการออกมาแฉโพยและยืนยันของบุคคลจำนวนมากว่า นพ.ณรงค์ เป็นเพียง “วีรบุรุษกำมะลอ” เพราะมีการไปร้องไห้คุกเข่าพนมมือไหว้ขอโทษ “คนที่ถูกหักหลัง” และข้อสำคัญคือมีการขัดขวางหน่วยพยาบาลที่จะเข้าไปช่วยผู้ชุมนุมที่ถูกปราบปรามทำร้าย รวมทั้งสั่งห้ามองค์การเภสัชกรรมไม่ให้จ่ายน้ำเกลือเพื่อนำไปใช้ล้างตาให้แก่คนที่ถูกแก๊สน้ำตาด้วย

ท่านนายกฯ คงเห็นว่า ถึงที่สุดแล้ว การออกมาเป่านกหวีดก็นับว่าเป็นคุณงามความดีที่สมควรได้รับการ “ดูแล” ในบั้นปลายชีวิตราชการ และหวังว่าเงื่อนไข 3 ข้อนั้นจะเป็นการถอดสลักระเบิดออกแล้ว

อย่างไรก็ดี บุญกับบาปก็ต้องแยกจากกัน

ก่อนหน้าการออกคำสั่งให้กลับมากระทรวงสาธารณสุขเพียงวันเดียว คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ร้องเรียนเรื่องการทุจริตของ นพ.ณรงค์ ก็สรุปรายงานส่งถึงมือรัฐมนตรีสาธารณสุข และทราบว่ารายงานนี้ส่งถึงมือรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม รวมทั้งถึงมือนายกฯ ประยุทธ์ ด้วยแล้ว

ในรายงานระบุชัดเจนให้สอบสวนวินัยร้ายแรงกับ นพ.ณรงค์ กรณีรับเงินค่ารถประจำตำแหน่ง ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสุขภาพจิต เป็นเงิน 381,600 บาท แล้วยังใช้รถยนต์ของหน่วยงานในกรมสุขภาพจิต คือ รถตู้โตโยต้า หมายเลขทะเบียน นจ 927 นนทบุรี เป็นประจำพร้อมพนักงานขับรถของราชการ โดยในช่วงปีนั้นมีหลักฐานการใช้รถไปทั้งสิ้นเป็นระยะทางถึง 27,713 กิโลเมตร เบิกค่าน้ำมันไปถึง 3,987.35 ลิตร

รายงานระบุหลักฐานและถ้อยคำของพยานปากสำคัญว่า นพ.ณรงค์ ใช้รถคันดังกล่าวเป็นประจำจนเลขาฯ ของ นพ.ณรงค์ เข้าใจว่าเป็นรถประจำตำแหน่ง รวมทั้งมีการดัดแปลงที่นั่งให้เหมาะกับขนาดร่างกายของ นพ.ณรงค์ และเพราะ นพ.ณรงค์ ชอบตีกอล์ฟ จึงมีการดัดแปลงรถให้ใช้เก็บถุงกอล์ฟ และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายได้พอดิบพอดีด้วย

กรณีดังกล่าวเข้ากรณีเป็นความผิดวินัยร้ายแรง ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติตอกย้ำไว้แล้ว

เมื่อนายกฯ ส่งตัว นพ.ณรงค์ กลับกระทรวง “เผือกร้อน” จึงกลับมาอยู่ในมือรัฐมนตรีสาธารณสุขเต็มๆ เพราะเมื่อยังอยู่ที่ทำเนียบฯ นพ.ณรงค์ ได้โต้แย้งว่ารัฐมนตรีไม่มีอำนาจสอบสวนตน เมื่อกลับมากระทรวงแล้ว ข้ออ้างนั้นก็หมดไป

รัฐมนตรีสาธารณสุขจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกับ นพ.ณรงค์ โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นก็อาจถูกข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157

ข่าววงในระบุว่า มีการขอร้องให้ตั้งคณะกรรมการสอบเพียงวินัยไม่ร้ายแรง เพื่อให้เรื่องจบลงโดยอัตโนมัติ เมื่อ นพ.ณรงค์ เกษียณอายุในวันที่ 30 ก.ย.

ถ้ารัฐมนตรีสาธารณสุขทำตาม ก็มีโอกาส “ตกหลุมพราง” เพราะย่อมเข้าข่าย “ละเว้น” อย่างแน่นอน

เรื่องนี้ปกปิดไม่ได้ เพราะการร้องเรียนของ นพ.เกรียงศักดิ์ ได้ร้องเรียนไปทาง ป.ป.ช. และมีการแถลงข่าวต่อสาธารณะ ซึ่งสื่อได้เผยแพร่อย่างกว้างขวางด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท