posttoday
ลดคุ้มครอง

ลดคุ้มครอง

11 สิงหาคม 2558

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประเทศไทยเกิดวิกฤตสถาบันการเงิน จนธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุนล้มหายตายจากไปหลายแห่งเมื่อปี 2540 ผู้ฝากเงินต่างต้องปรับตัวเพื่อรองรับนโยบายการประกันเงินฝากที่เปลี่ยนไป

จากเดิมที่รัฐบาลจะรับชดเชยความเสียหายให้ผู้ฝากเงินแบบ 100% จนกลายเป็นภาระในรูปของหนี้สินที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินต้องแบกรับไว้ แม้จะผ่านมากว่า 10 ปี แต่ภาระหนี้ดังกล่าวยังเหลืออยู่อีก 1.03 ล้านล้านบาท และคาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี รัฐบาลจึงจะชำระหนี้ดังกล่าวได้หมด

การออกกฎหมายเพื่อจำกัดการรับประกันเงินฝากจึงเกิดขึ้น โดยช่วงแรกจำกัดวงเงินฝากที่รัฐรับประกันจะคืนไว้ที่ 50 ล้านบาท/คน/สถาบันการเงิน แต่ในวันที่ 11 ส.ค. 2558 นี้ วงเงินการรับประกันจะถูกลดลงเหลือเพียง 25 ล้านบาท/คน/สถาบันการเงินเท่านั้น

และที่สำคัญการรับประกันเงินฝากจะถูกลดเหลือเพียง 1 ล้านบาท/คน/สถาบันการเงิน ในปีหน้า

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปผู้ฝากเงินจะต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาสถาบันการเงินที่จะฝากเงินที่ออมมาตลอดชีวิตให้ดี โดยเฉพาะผู้ฝากในรูปองค์กร มูลนิธิต่างๆ เพราะหากตัดสินใจไม่ดี เลือกสถาบันการเงินที่ไม่มั่นคง มีอันต้องปิดไป ผู้ฝากจะสูญเงินออมส่วนที่เกิน 1 ล้านบาททันที เพราะรัฐบาลไม่รับประกันชดใช้คืนอีกต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการเปรียบเทียบระบบการเงินไทยก่อนและหลังเกิดวิกฤตปี 2540 เทียบกับปัจจุบัน พบว่าระบบสถาบันการเงินไทยมีการปรับปรุงและแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 ขึ้นมาก โดยพบว่าสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากปัจจุบันต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตมาก โดยปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ที่ 91.5% เทียบกับก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 ที่มีมากกว่า 110% และช่วงปี 2540-2543 อยู่ที่ 101% แสดงให้เห็นว่าธนาคารพาณิชย์เริ่มมีการระมัดระวัง ไม่ปล่อยสินเชื่อเกินตัว เกินความสามารถในการรับเงินฝาก

ด้านผลประกอบการ ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ไทยมีกำไรในระดับสูง อัตราเติบโตเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง (2553-2557) อยู่ในระดับ 19.8% ต่อปี หรือมีกำไรสุทธิเฉลี่ยปีละ 1.76 แสนล้านบาท กำไรดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากการกันสำรองหนี้เสียเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ก่อนเกิดวิกฤตกำไรเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาท แต่หลังเกิดวิกฤตระหว่างปี 2540-2543 ขาดทุนเฉลี่ยปีละ 1.94 แสนล้านบาท เพราะมีภาระการกันสำรองหนี้เสียสูงถึงเฉลี่ยปีละ 2.19 แสนล้านบาท

ที่น่าสนใจคือ ตัวเลขเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ 16.8% ณ สิ้นปี 2557 สูงกว่าเกณฑ์การกำกับดูแล BASEL 3 ที่กำหนดขั้นต่ำไว้ 8.5% เรียกว่าระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนที่แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับก่อนเกิดวิกฤตที่อยู่ที่ 9.1% และหลังจากเกิดวิกฤตสัดส่วนได้ปรับขึ้นมาเป็น 10.8% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระหว่างปี 2540-2543

ถือได้ว่าความเข้มแข็งของเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงในปัจจุบันเป็นปราการด่านแรกในการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่จะส่งผลให้สินเชื่อที่ปล่อยไปด้อยคุณภาพลง รวมไปถึงความเสี่ยงอื่นๆ ที่จะกระทบต่อฐานะของธนาคารพาณิชย์

ขณะเดียวกัน สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่เคยสร้างปัญหาให้กับเสถียรภาพของธนาคารพาณิชย์ไทยในอดีตนั้น ปรากฏว่าปัจจุบันระบบธนาคารพาณิชย์มีเอ็นพีแอลลดลงมาเหลือ 2.15% ของสินเชื่อรวม เมื่อสิ้นปี 2557 เทียบกับสิ้นปี 2552 ที่อยู่ที่ 4.82% ขณะที่หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอ็นพีแอลพุ่งสูงระดับสูงสุดที่ 52.3% ของสินเชื่อรวมในปี 2542 เสี่ยงต่อภาวะธนาคารพาณิชย์ล้มละลายอย่างมากหากรัฐบาลไม่ยื่นมือเข้าแก้ไข

เมื่อพิจารณาจากสถานะของธนาคารพาณิชย์ในปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากช่วงก่อนเกิดวิกฤตและหลังเกิดวิกฤตปี 2540 เป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ฝากเงินน่าจะคลายใจได้ว่า การออมเงินผ่านระบบเงินฝากในธนาคารพาณิชย์น่าจะยังคงปลอดภัยอยู่

แต่ถึงกระนั้นก็ตามการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเสี่ยงเสียทีเดียว เพราะแม้ดูจากสถานะโดยรวมจะยังดีอยู่ แต่ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำกว่าศักยภาพ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก ขณะที่ปีหน้าวงเงินรับประกันเงินฝากจะเหลือเพียง 1 ล้านบาท ซึ่งแม้จะครอบคลุมบัญชีผู้ฝากเงินส่วนใหญ่ถึง 98.5% แต่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงมากก็ทำให้ความต้องการออมเงินลดลง ซึ่งจะยิ่งผลักดันให้การใช้จ่ายและหนี้ครัวเรือนสูงขึ้น

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงควรมีนโยบายที่จะสนับสนุนให้มีการออมมากขึ้น โดยผ่านช่องทางที่หลากหลายและมีความเสี่ยงไม่มาก เพื่อรองรับทั้งการรับประกันเงินฝากที่จำกัดวงเงินเหลือเพียง 1 ล้านบาท และอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงเพื่อเพิ่มศักยภาพการออมในครัวเรือนให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของผู้ฝากรายย่อยและผู้ฝากที่เป็นองค์กรหรือมูลนิธิต่างๆ

เช่น กรณีการให้ผู้ฝากเงินหันไปออมเงินผ่านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ปัจจุบันแม้การลงทุนในหุ้นจะได้รับความนิยมมากขึ้น แต่ความหลากหลายของหุ้นที่เหมาะกับการออมเงินยังไม่มีมากเพียงพอ

โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ที่จะเป็นแหล่งเงินออมระยะยาวในตลาดหุ้นที่ยังมีไม่มาก เมื่อเทียบกับบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 500-600 แห่ง รัฐจึงควรเร่งกระตุ้นหรือหามาตรการสนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่หันมาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มากขึ้น โดยเฉพาะการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

นอกจากนี้ การลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ ที่ยังต้องอาศัยมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุน เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ที่หากจะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายก็ควรปรับเปลี่ยนไปเน้นช่วยเหลือผู้ออมรายเล็ก รายย่อย ที่ต้องการเปลี่ยนจากการออมในรูปแบบเงินฝากมาเป็นกองทุนหุ้นหรือตราสารหนี้แทนการช่วยเหลือผู้มีเงินออมรายใหญ่

ในการให้ความรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงและผลตอบแทนที่พอเหมาะพอสมในการออมเงินรูปแบบต่างๆ นอกจากจะทำให้ผู้ฝากเงินได้มีการปรับตัวมากขึ้นกว่าที่เป็นมา ยังทำให้ประเทศไทยมีเงินออมในประเทศรองรับการพัฒนาในระยะยาวได้ โดยพึ่งพาเงินกู้หรือเงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท