
ต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินสะท้อนสงครามยังไม่ยุติ
ในที่สุดก็เป็นไปตามคาด เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ออกไปอีก 90 วัน สะท้อนถึงบรรยากาศการเมืองไทยที่ยังไม่สงบ ท่ามกลางกระแสคัดค้านทั้งจากนักวิชาการและภาคธุรกิจที่แสดงความกังวลว่า การประกาศยืดอายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลของการขยายเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า จากรายงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยังพบว่ามีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ไม่หวังดีอยู่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือในการดูแลบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยประกาศใช้ใน 19 จังหวัด และยกเลิกไป 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน นครสวรรค์ นครปฐม ศรีสะเกษ และกาฬสินธุ์
ทั้งนี้ ศอฉ.ได้เสนอให้ ครม.คง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งหมด 24 จังหวัด แต่นายอภิสิทธิ์เห็นว่าหน้าที่หลักของรัฐบาลคือการฟื้นฟูประเทศและเยียวยาจิตใจประชาชน จึงไม่อยากให้มีการเสพติด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลจะใช้เป็นเงื่อนไขในการก่อกวนได้ ดังนั้นจึงทดลองยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในบางพื้นที่
นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบอนุมัติร่าง พ.ร.บ.ยกเว้นความผิดทางแพ่งและอาญาแก่ผู้นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ครอบครองอาวุธของเจ้าหน้าที่ และเป็นการจูงใจให้นำมาคืนได้โดยไม่มีความผิด
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการ ศอฉ. อธิบายเหตุผลในการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า ต้องการให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย เพราะจากการประเมินสถานการณ์ในภาพรวมเห็นว่ายังมีคนคิดร้ายต่อบ้านเมือง และพร้อมจะก่อเหตุร้ายได้ทุกเมื่อทุกเวลา
ทางฝ่ายผู้ไม่เห็นด้วยกับการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐบาลต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจ หากมีข้อมูลจริงก็ต้องจับกุมตัวผู้ก่อการร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง สวนทางกับนโยบายแผนปรองดองของรัฐบาล จึงขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนยกเลิก
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวทำนองเดียวกันว่า รัฐบาลควรพิจารณายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเร็ว เพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ เพราะการใช้กฎหมายธรรมดาก็สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
8 อรหันต์ คอป.ลั่นสางปมขัดแย้ง
หลังเกิดเหตุจลาจลกลางกรุงจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องถามหาข้อเท็จจริงว่าใครฆ่าประชาชน กระทั่งนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) แถลงเปิดตัวคณะกรรมการ 8 คน พร้อมระบุแนวทางการทำงานว่า จะพยายามค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
เบื้องต้น คอป.จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงด้วยการเปิดเวทีในต่างจังหวัด ส่วนระยะเวลาในการทำงานคาดว่าไม่เกิน 2 ปี และจะรายงานความคืบหน้าให้ ครม.ทราบทุก 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม ภายหลัง คอป.เปิดตัวคณะกรรมการได้ไม่กี่วัน ปรากฏว่านายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ได้ยื่นหนังสือถึงนายคณิต เพื่อขอถอนตัวจากคณะกรรมการ คอป. โดยให้เหตุผลว่าขณะนี้ได้รับผิดชอบงานค้นหาความจริงของภาคประชาสังคม ซึ่งจะทำหน้าที่คู่ขนานกับ คอป.อยู่แล้ว จึงไม่เหมาะที่จะเข้าร่วมงาน
คลอดกรรมการชุดแฝดอินจัน
ขณะเดียวกันมีความคืบหน้าในการสรรหาคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน โดยมีการแถลงเปิดตัวคณะกรรมการทั้งสิ้น 19 คน ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ นายชัยอนันต์ สมุทวณิช นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ พระไพศาล วิสาโล นายศรีศักร วัลลิโภดม นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นต้น ขณะที่คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ที่แต่งตั้งโดย นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ในฐานะประธาน มีจำนวนทั้งสิ้น 27 คน
นายอานันท์ กล่าวว่า หลัก 3 ประการในการคัดเลือกคณะกรรมการปฏิรูป คือ 1.ความหลากหลายในวิชาความรู้และประสบการณ์ ซึ่งมีนักประวัติศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักการคลัง ท้องถิ่น องค์กรเอกชน อดีตข้าราชการ 2.เป็นบุคคลที่มีเวลาให้เต็มที่ และ 3.คณะกรรมการทั้งสองชุดคล้ายฝาแฝดอินจัน ที่ต้องทำงานอย่างสอดประสานกัน โดยข้อเสนอต่างๆ ที่จะส่งให้รัฐบาลบางเรื่องสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและทำได้ทันที อาจใช้เวลา 36 เดือน
จากนั้น คปร.ได้จัดประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่บ้านพิษณุโลก กรุงเทพฯ โดยนายอานันท์เปิดเผยผลการประชุมว่า คปร.จะเขียนแผนการทำงานในการปฏิรูปประเทศ เช่น การศึกษา ระบบราชการ โดยคณะกรรมการอาจมีอายุ 3 ปี 5 ปี หรือ 20 ปี แต่ยอมรับว่า คปร.ไม่มีอำนาจในการบริหาร จึงไม่สามารถล้วงลูกแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องเร่งด่วนจะกระตุ้นให้รัฐบาลที่มีอำนาจไปดำเนินการแก้ไขได้ โดยเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรม ส่วนภารกิจระยะสั้น เช่น การปรับแก้กฎกระทรวง การจัดสรรงบประมาณรูปแบบใหม่ หากอยู่ในอำนาจพื้นฐานของรัฐบาลก็สามารถทำได้ทันที
ปชป.ขึ้นเขียงคดียุบพรรค
ยืดเยื้อมานานกับคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กรณีเงินบริจาคเข้าพรรคจำนวน 258 ล้านบาท ล่าสุดคณะกรรมการร่วมระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และอัยการสูงสุด (อสส.) ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบ ปชป. หลังจากก่อนหน้านี้ถูกอัยการสูงสุดตีกลับ เนื่องจากเห็นว่าสำนวนคดีไม่สมบูรณ์ 8 ข้อ
นายวิจิตร วิชัยสาร หัวหน้าคณะทำงานเป็นประธานร่วมระหว่าง กกต. และ อสส. กล่าวว่า คณะทำงานได้ตรวจดูความถูกต้องของเอกสารในทุกๆ ประเด็น เห็นว่ามีความชัดเจนแล้ว และมีหลักฐานแวดล้อมครบถ้วนชัดเจนกว่าครั้งก่อน จึงมีมติให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ขณะที่นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา แสดงความกังวลว่า กระบวนการพิจารณาคดียุบ ปชป.จะกลายเป็นสายล่อฟ้าของสถานการณ์การเมืองไทย เพราะไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใดก็จะมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ นำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง
ด้านนายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้า ปชป. ยังแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงคดียุบพรรคได้ ซึ่งเรื่องทั้งหมดต้องให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม โดยจะมอบหมายให้คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคไปดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ยังไม่มีการเตรียมจดทะเบียนชื่อพรรคการเมืองสำรองไว้แทนแต่อย่างใด หาก ปชป.จะถูกศาลตัดสินให้ยุบพรรคจริง
รุมยำ
‘เทพไท’ มั่วข้อมูลคนชุดดำเกมการจ้องทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองยังปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยคราวนี้ผู้ที่ตกเป็นเป้ากลับเป็นฝ่ายที่ออกมาแฉข้อมูลเอง คือ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ปชป. ที่ออกมาระบุว่า มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่แอบซ่องสุมกำลังในพื้นที่ 3 จุด ได้แก่ 1.บริเวณเขาโรมฟาน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา 2.การฝึกอาวุธของกลุ่มกะเหรี่ยงที่ตะเข็บชายแดน อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี และ 3.การรวมตัวของกลุ่มคนชุดดำในพื้นที่ กทม. ที่แฟลตการเคหะ 53 ซอยคู้บอน
ทันทีที่มีการเผยข้อมูลดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูล ปรากฏว่าไม่พบขบวนการซ่องสุมกำลังของคนชุดดำอย่างที่กล่าวหา ทำให้หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้นายเทพไทรับผิดชอบคำพูด โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดฉากแถลงตอบโต้ทันที พร้อมนำภาพถ่ายมายืนยันว่าเป็นการฝึกอบรมตำรวจบ้านในซอยคู้บอนเพื่อป้องกันอาชญากรรมในชุมชน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นายอภิสิทธิ์ออกมาเตือนนายเทพไท ว่า ต้องระมัดระวังในการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน เพราะอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ที่ผ่านมาได้เตือนไปแล้วหลายครั้ง แต่ขณะนี้ยังไม่พิจารณาว่าจะสั่งปลดหรือไม่
จับตาศึกชิงพื้นที่ สส.เขต 6 แข่งเดือด
การแข่งขันขับเคี่ยวในศึกเลือกตั้งซ่อม สส. เขต 6 ยังดำเนินไปอย่างเข้มข้น และคาดว่าจะทวีความร้อนแรงมากขึ้น โดยนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า มีความเป็นห่วงการปราศรัยหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่อาจขัดต่อกฎหมาย พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 53 และภายใต้การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทาง กกต.จึงจัดโครงการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ โดยให้ผู้สมัครมาร่วมลงนามในสัตยาบันและกล่าวคำปฏิญาณ เชื่อว่าจะช่วยให้เรื่องร้องเรียนต่างๆ ลดลง
ทางฝั่ง พท.กำหนดยุทธศาสตร์หาเสียงตามวัด มัสยิด ศูนย์การค้า และแหล่งชุมชน โดยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตลาดนัดเจ๊ใหญ่ ถนนหทัยราษฎร์ ช่วงเย็นวันที่ 10 ก.ค. มีแกนนำสำคัญขึ้นปราศรัย คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นต้น ขณะที่ ปชป.ระดมแกนนำและ สส.ของพรรคลงพื้นที่หาเสียงเพื่อกลบกระแสข่าวลอยแพปล่อยให้นายพนิชหาเสียงเพียงลำพัง พร้อมกับเตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ โดยนายอภิสิทธิ์จะเดินทางมาร่วมปราศรัยด้วยตัวเอง







