
10ปีรายได้ต่อหัว3.5แสนบาท
โพสต์ทูเดย์
— “โฆสิต” ฝันอีก 10 ปี คนไทยมีรายได้เฉลี่ยปีละ 3.5 แสนบาทนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่รายได้ประชากรไทยจะเพิ่มเป็น 1 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี (3.5 แสนบาท) ภายในปี 2562 จากปัจจุบันอยู่ที่ 4,500 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี (1.57 แสนบาท) เพราะเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างน้อย 4% ต่อปีโดยจะได้รับอานิสงค์จากโครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่ขับเคลื่อนโดยภูมิภาคเอเชีย
ทั้งนี้ นายโฆสิต กล่าวว่า เห็นได้จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้ ที่คาดว่า จะมีการเติบโต 6% ทั้งๆ ที่มีปัญหาทางการเมืองในประเทศ แต่ได้รับปัจจัยหนุนจากภาวะเศรษฐกิจโลก
“
คนไทยควรจะเลิกตบตี ทะเลาะ ฆ่ากัน ว่าจะเเบ่ง 4,500 เหรียญสหรัฐกันอย่างไร เเต่ควรหันไปมองข้างหน้าว่าจะนำส่วนเพิ่มอีก 5,500 เหรียญสหรัฐ มาเเบ่งกันอย่างไรมากกว่า เพราะประเทศไทยจะมีโอกาสมากขึ้น ควรปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสจากบ่อน้ำที่ใหญ่ขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวมากกว่าทะเลาะกัน” นายโฆสิต กล่าวทั้งนี้ โจทย์ใหญ่ของภาคเอกชนไทยต้องปรับทักษะเเรงงานให้สูงขึ้นรองรับอัตราค่าเเรงงานที่เเพงขึ้น เเละต้องสร้างอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลที่เข้มเเข็งในอีก 10 ปีข้างหน้าให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะสู้กับไต้หวันและเกาหลีไม่ได้
สำหรับปัญหาทางด้านสังคม นายโฆสิตแสดงความเป็นห่วงอาชีพเกษตรกรและครู เพราะสังคมคิดว่าการประกอบอาชีพทั้งสองอาชีพนี้ไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เพราะต้องรอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วสังคมควรให้คุณค่ากับสองอาชีพนี้ให้มาก
นายอำพน กิตติอำพน เลขา ธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชากรให้ขึ้นไปอยู่ที่ 1 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปีได้ภายในเวลาเพียง 7 ปี โดยอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของไทย คือ อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ปิโตรเคมี และภาคเกษตร จะยังเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหาร
นายอำพน กล่าวว่า โพสต์ทูเดย์
— เลขาฯ สศช. เเนะ ปรับโครงสร้างภาษีที่ดินเเละมรดก เป็นสิ่งสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า นโยบายภาษีที่ดินเเละมรดกที่เหมาะสมจะเป็นการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม จึงเห็นว่าเป็นนโยบายระดับประเทศที่สำคัญอันดับเเรก ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
ทั้งนี้ ในปัจจุบันคนมีที่ดินเกิน 1,000 ไร่ มีไม่ถึง 1% ของประเทศ ในขณะที่คนที่มีที่ดินไม่ถึง 1,000 ไร่ กลับมี 5060% ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีที่ดินให้เหมาะสมจะทำให้ผู้ถือครองทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้นำทรัพย์สินดังกล่าวกลับมาสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกัน ต้องกระจายโอกาสทางสังคมเเละการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะต่างๆ ของชุมชน ให้เท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างคนมีรายได้น้อยกับคนมีรายได้มาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณะสุข โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ การตัดสินใจในระดับชุมชน
พร้อมกันนี้ นายอำพน ยังกล่าวว่า สศช.จะเสนอแผนพัฒนาฉบับที่ 11 ในวันที่ 16 ส.ค.นี้โดยประกอบด้วย
1. ยึดระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เพราะเชื่อว่า จะเป็นหนทางแก้ปัญหาทุกอย่าง ทั้งความขัดแย้งและเสถียรภาพของประเทศในอนาคต
2. ยึดภาคเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงของสังคมชนบท
3. ยึดการพัฒนาประเทศบนฐานความรู่และเทคโนโลยีที่ทันสมัย
4. ยึดค่านิยมที่ดีและวัฒนธรรมไทย
5. ยึดชุมชนเป็นฐานที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และสามารถเชื่อมโยงกับสังคมสวัสดิการ
“
ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยขณะนี้ คือ กระบวนการบริหารภาครัฐอ่อนแอ เพราะกลุ่มการเมืองต่างๆ มุ่งแต่แสวงหาอำนาจ อีกทั้งยังพัฒนาจนเกิดความรุนแรง เพื่อได้มาซึ่งอำนาจ” นายอำพน กล่าวนอกจากนี้ นายอำพน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและยังมีปัญหาโครงสร้างประชากรไม่สมดุล เพราะอีก 10 ปีข้างหน้าประชากรถึง 1 ใน 5 จะเป็นผู้สูงอายุ ขณะเดียวกันประเทศยังเผชิญปัญหาความเสื่อมสลายของค่านิยมไทย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในฐานทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ







