
กมธ.ให้3องค์กรใช้ภาษีบาปต่อพร้อมตั้งกก.ประเมินผลงาน
กมธ.ยกร่างฯให้สสส.-ไทยพีบีเอส-กองทุนพัฒนากีฬาใช้เงินภาษีบาปต่อไป พร้อมให้ตั้งองค์กรอิสระประเมินผลงาน
กมธ.ยกร่างฯให้สสส.-ไทยพีบีเอส-กองทุนพัฒนากีฬาใช้เงินภาษีบาปต่อไป พร้อมให้ตั้งองค์กรอิสระประเมินผลงาน
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. การประชุมของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้มีการพิจารณาบทเฉพาะกาล มาตรา 281 ที่ยอมให้ 3 องค์กร ได้แก่ สสส. ไทยพีบีเอส กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ที่ได้รับการจัดเก็บค่าภาษีและธรรมเนียมเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (ภาษีบาป) หรือ Earmarked Tax ให้สามารถรับภาษีบาปได้อีกไม่เกิน 4 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้
ทั้งนี้ กมธ.ยกร่างฯได้แก้ไข ให้ทั้ง 3 องค์กร สามารถรับภาษีบาปต่อไปเช่นเดิม โดยไม่มีการกำหนดอายุเวลาแต่ให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 3 องค์กรให้เสร็จสิ้น ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ โดยต้องเพิ่มให้มีคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ให้แต่งตั้งองค์กรอิสระเพื่อมาประเมินผลงาน 3 องค์กรดังกล่าว ให้มีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์กร
นอกจากนี้ รวมถึงให้ทั้ง 3 องค์กรไปกำหนดเงินเพดานขั้นสูงสุดที่จัดเก็บหรือจัดสรรได้ในแต่ละปี เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยจะไม่ยึดรูปแบบเดิมที่แต่ละองค์กรได้เพิ่มมาตามเปอร์เซ็น อาทิ สสส.ได้ 2% ของรายได้การจัดเก็บภาษีบาปในแต่ละปี เป็นต้น รวมทั้งให้มีการจัดสรรงบประมาณ การใช้เงิน และเพิ่มการตรวจสอบมากขึ้นด้วยการให้ทั้ง 3 องค์กร รายงานถึงเงินเหลือจ่ายในแต่ละปี ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา
รายงานข่าวแจ้งว่า กมธ.ยกร่างฯไม่อนุญาตให้มีการใช้ภาษีบาป หรือ Earmarked Tax กับองค์กรอื่นๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะให้องค์กรเหล่านั้นไปใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณตามปกติหรือพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี
ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ที่ประชุม กมธ.ยกร่างฯเห็นชอบให้คงหลักการที่บัญญัติไว้คือการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินต้องเข้าสู่ระบบของ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีในทุกกรณี แต่จะไม่ให้มีผลกระทบต่อองค์กรที่มีอยู่ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ โดยจะต้องมีการแก้กฎหมายขององค์กรที่อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีระบบควบคุม ตรวจสอบที่รัดกุมมากขึ้น โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของสภา
ขณะที่ เวลา 17.30 น. การประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาทบทวน หมวด 3 รัฐสภา ส่วนที่3 เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีการเสนอให้ปรับแก้ไขทบทวนประเด็นที่มาสว. ซึ่งได้วางไว้ 3 แนวทาง คือ1.พิจารณาว่าจะคงหลักการเดิมให้มีสว.เลือกตั้ง 77 คน และสว.สรรหา 123 คน หรือไม่ 2. ประเภทของสว.สรรหาทั้ง 4 กลุ่มที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมีความหลากหลายเกินไปหรือไม่ และ3.รูปแบบที่มาของคณะกรรมการสรรหา ทั้ง 4 กลุ่ม มีความเหมาะสมหรือไม่







