เสียงจากเหยื่อ "มีหมื่นล้านก็กลับมาเดินไม่ได้"...ครบ20ปีเมาไม่ขับ
เสียงสะท้อนจากเหยื่อผู้สูญเสีย ในวาระครบรอบ 20 ปีแคมเปญ "เมาไม่ขับ"
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
"เมาแล้วขับ"
เอ่ยคำนี้ขึ้น หลายคนนึกภาพตัวเองขณะกำพวงมาลัยแน่น สองตาจะปิดแหล่มิปิดแหล่ มองอะไรก็ยืดย้วย แต่ยังพยายามครองสติพาตัวเองกลับบ้านให้รอดปลอดภัย
อีกหลายคนยิ้มแหย ขนลุกซู่ด้วยความหวาดกลัว ไม่ลืมประสบการณ์ตอนเจอเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์รูปร่างคล้ายแท่งพลาสติกสีดำยื่นเข้ามาจ่อปาก ตามมาด้วยภาพห้องขัง เดินขึ้นศาล กวาดลานวัดบำเพ็ญประโยชน์
แต่ ภัทรพันธุ์ กฤษณา ประธานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ ไม่คิดเช่นนั้น
เขานึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อ 26 ปีที่แล้ว ขณะกำลังหนุ่มฟ้อในชุดนักศึกษา อนาคตสดใสแจ่มจ้า แต่ชีวิตที่ควรจะรุ่งโรจน์กลับตกต่ำดำมืดอย่างไม่คาดฝัน เมื่อเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนกระดูกแตกกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง กลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต
นี่คือเหตุผลที่ชายผู้นี้โกรธเมื่อได้ยินคำว่า"เมาแล้วขับ" ขณะเดียวกันก็มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ผลักดันคำว่า "เมาไม่ขับ"ให้กลายเป็นจิตสำนึกในความรับรู้ของคนไทยให้ได้
"ผมบอกเสมอว่าพวกคุณโชคดีที่ถูกตำรวจจับ ติดคุกยังมีวันออก แต่ถ้าพิการ ถึงมีเงินเป็นหมื่นล้านก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้เหมือนเดิม"
วันนี้ ครบรอบ 20ปีของแคมเปญ "เมาไม่ขับ" โดยมูลนิธิเมาไม่ขับ คำสั้นๆที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายมหาศาลให้แก่สังคมไทย
เล่าให้ฟังหน่อยถึงวันที่ต้องกลายมาเป็น"เหยื่อเมาไม่ขับ"
31 ม.ค.2532 ประมาณสี่โมงเย็น ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่เอแบค เลิกเรียนก็กลับบ้านพร้อมเพื่อนๆ เพื่อนเป็นคนขับ ผมนอนอยู่เบาะหลัง พอมาถึงโค้งหน้าศาลอาญารัชดาภิเษก จู่ๆก็มีรถหกล้อพุ่งออกมาจากซอย เพื่อนเลยหักหลบกะทันหันจนเสียหลักไปชนกองอิฐบล็อกหน้าร้านวัสดุก่อสร้าง ผมไม่ได้คาดเข็มขัด ศีรษะเลยไปกระแทกกับหลังคารถอย่างรุนแรงจนเลือดท่วมตัว
ตอนนั้นจำได้ว่าใกล้จะหมดสติ ได้ยินเสียงคนโหวกเหวกโวยวาย และรู้สึกเจ็บบริเวณต้นคอ แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก เพื่อนมาเขย่าตัวบอกว่าอย่าหลับ แล้วอยู่ดีๆก็วูบไปเลย รู้ตัวอีกทีตอนอยู่โรงพยาบาล มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด อาการสาหัสมาก กระดูกคอแตก เศษกระดูกเล็ดรอดเข้าไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง ส่งผลให้เป็นอัมพาตตั้งแต่ช่วงราวนมลงมาถึงปลายเท้า มือไม่สามารถหยิบจับอะไรได้ ระบบขับถ่ายควบคุมไม่ได้ หมอบอกว่าสาเหตุมาจากเคลื่อนย้ายมาไม่ดี เมื่อยี่สิบปีก่อนยังไม่มีสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ที่มีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และนำส่งโรงพยาบาลอย่างถูกวิธี แต่นี่เพื่อนๆช่วยกันอุ้มกันมาส่งกันอย่างทุลักทุเล ทั้งดึง ฉุดกระชาก เขย่า ผมยังรู้สึกตัว พูดได้ ขณะที่เพื่อนอีกสองคนสลบ แต่ปรากฎว่าสุดท้ายเพื่อนสองคนนั้นไม่เป็นอะไรเลย ส่วนผมต้องกลายคนพิการตลอดชีวิต
ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ มารู้ทีหลังว่าคนขับรถหกล้อที่พุ่งออกมาจากซอยจนเราต้องหักหลบนั้นขับรถขณะเมาสุรา ซึ่งไม่สามารถไปตามจับและดำเนินคดีตามกฎหมายได้ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังไม่มีคำว่าเมาไม่ขับ จึงเป็นเรื่องปกติที่บนท้องถนนจะมีคนเมาแล้วขับเยอะมาก
นานแค่ไหน กว่าจะทำใจและกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง
หลังนอนโรงพยาบาลนาน 1 ปีก็กลับบ้าน ใช้ชีวิตเก็บตัวไม่ออกไปไหนอีก 3 ปี สมัยนั้นยังไม่มีข้อมูลข่าวสาร สังคมยังไม่เปิดรับคนพิการ ออกไปไหนรู้สึกอาย รู้สึกว่าคนมองเราด้วยสายตาแปลกๆ ผมยังทำใจไม่ได้ ยังไม่ยอมรับสภาพว่าตัวเองเป็นคนพิการ ยังหวังลึกๆว่าสักวันจะหายเป็นปกติ ผมหมดเงินไปหลายแสน ทั้งแพทย์ปัจจุบัน แพทย์แผนโบราณ พระ หมอดู ไสยศาสตร์ ใครว่าดีเราไปหมดแต่ก็ไม่หาย ครอบครัวก็ต้องมาช่วยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง คอยยกคอยแบก สวนอุจาระ ปัสสาวะให้ ชีวิตลำบากมาก
จุดเปลี่ยนของชีวิตที่ผมถือเป็นสูตรสำเร็จซึ่งอยากจะบอกคนพิการทุกคน หรือผู้ที่เพิ่งประสบเหตุใหม่ๆคือ ต้องยอมรับความจริง ผ่านไปสองสามปีหลังเกิดเหตุ อาการบาดเจ็บบริเวณไขสันหลังยังชา ไร้ความรู้สึก กระดิกไม่ได้เหมือนเดิม ไม่มีอะไรดีขึ้น ผมจึงต้องยอมรับความจริงได้แล้วว่าเราพิการตลอดชีวิต คนที่ยอมรับไม่ได้ส่วนใหญ่จะคิดสั้นฆ่าตัวตาย ไม่ก็ปล่อยให้ตัวเองเหี่ยวเฉาไปวันๆ แต่ผมคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงเพื่อนฝูงที่มาให้กำลังใจ ทุกคนทุ่มเทกับเรามาก ผมบอกตัวเองว่าเราจะตายไม่ได้
แต่ประเด็นคือ แล้วเราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ตรงนี้ต้องมีโมเดลให้ศึกษา ผมเห็นคนพิการลักษณะเดียวกันเขายังใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ ฝึกการดำรงชีวิตด้วยรถวีลแชร์ ฝึกทำคอมพิวเตอร์ ฝึกเขียนรูป บางคนความเป็นอยู่แย่กว่าผมอีก ไม่มีการศึกษา ยากจน ไม่มีคนดูแล ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมกลับมาได้ และเริ่มเข้ามาเป็นอาสาสมัครให้สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2535
ได้ยินคำว่า 'เมาไม่ขับ' ครั้งแรกเมื่อไหร่ รู้สึกยังไงบ้าง
ช่วงแรกๆตอนเป็นอาสาสมัคร หน้าที่คือไปเยี่ยม ไปให้กำลังใจคนพิการที่เป็นเหยื่อจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ผมก็ไม่ได้สนใจว่ามันมีสาเหตุจากอะไร จะรถชน หรือรถคว่ำ แม้กระทั่งตัวเอง ยังคิดแค่ว่าเป็นเรื่องของเวรกรรม โชคชะตา
วันหนึ่งผมได้มีโอกาสรู้จักกับคุณหมอแท้จริง ศิริพานิช ประธานผู้ก่อตั้งมูลนิธิเมาไม่ขับ ช่วงนั้นข่าวคุณคริสโตเฟอร์ เบญจกุลถูกคนเมาขับรถชนจนต้องพิการกำลังเป็นกระแส หมอแท้จริงเลยชวนผมมูลนิธิเหยื่อเมาไม่ขับ ตอนแรกที่ได้ยินคำว่า เมาไม่ขับ รู้สึกตลก เมาไม่ขับ แล้วจะกลับยังไงวะ (หัวเราะ) มองเป็นขำๆ ไม่จริงจัง แต่พอเริ่มรวบรวมเพื่อนคนพิการมาช่วยงาน โทรศัพท์ไปคุยกับน้องๆเหยื่อผู้ประสบเหตุตามศูนย์ฟื้นฟู ตามโรงพยาบาล แต่ละคนอายุน้อยๆทั้งนั้น แค่ 14-15 คนนึงบอกว่า หนูนั่งรถไปกับเพื่อน เพื่อนเมาเหล้าจนขับรถไปคว่ำที่พัทยา อีกคนบอก ปีใหม่ครับพี่ ขับรถแหกโค้งที่หลักสี่ เพื่อนตายสอง พิการอีกสอง ถามไปถามมาชักเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่าโอ้โห มันเกิดจากแอลกอฮอลล์ทั้งนั้นเลยนี่หว่า นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆแล้ว
คนที่เมาเองขับเองก็เยอะ คนที่ไม่เมาแต่นั่งรถไปกับคนเมาก็เยอะ โดยเฉพาะน้องๆผู้หญิงกว่า 50 % เลย ไปกับแฟนเพราะเกรงใจ แฟนเมา ตัวเองไม่ได้กิน หรือไปกับเพื่อน เพื่อนเมาชวนให้นั่งกลับบ้านด้วย ทั้งที่รู้ว่าอันตราย แต่ก็ไม่กล้าลงจากรถเพราะความเกรงใจ พอไปเกิดอุบัติเหตุกลายเป็นคนพิการ เพื่อนไม่เห็นมาดูแลอะไร
แม้กระทั่งคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างน้องแอ๊ด (ชี้ไปหนุ่มน้อยที่นั่งอยู่บนรถวีลแชร์ข้างๆ) ตอนอายุ 3 ขวบยังไม่รู้เรื่องรู้ราว นั่งรถติดไฟแดงกับพ่อแม่อยู่ดีๆมีคนเมาขับรถบัสประจำทางวิ่งมาเสย พ่อแม่ตายคาที่ เขาพิการ นี่แค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ในสังคมยังมีแบบนี้อีกเยอะ
ย้อนกลับมาดูตัวเอง ต้องกลายเป็นคนพิการเพราะคนเมา เจ็บใจไหม
ถามว่าเจ็บแค้นไหม คนที่เมาแล้วขับเองมักกลัวที่จะย้อนกลับไปพูดถึงมันอีก เพราะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวง หลายคนบอกว่าถ้าวันนั้นเลือกได้ ยอมถูกตำรวจจับดีกว่า บางคนบอกรู้งี้ไม่เอารถไปด้วยหรอก แต่คิดว่าถึงเมายังไงก็ขับเองดีกว่าให้คนอื่นขับ ส่วนคนที่นั่งรถไปกับคนเมา หรือถูกคนเมาชนโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็มักจะรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมเลยที่ต้องมาเจอแบบนี้ ทั้งที่ทำถูกกฎจราจรทุกอย่าง ขับมาดีๆ ไม่เร็ว ไม่เมา แต่ต้องมาเจอคนเมาชน ทำลายครอบครัว ทำลายชีวิตพังพินาศย่อยยับ
สุดท้ายแทบทุกคนเวลาเกิดคดีความ ไม่มีใครได้รับความยุติธรรมเท่าที่ควร เพราะกฎหมายบ้านเราไม่รุนแรงพอ คนรวยหลายคนเมาแล้วขับรถไปชนคนตายแต่ไม่ติดคุก จ่ายเงินแค่หลักแสนเป็นค่าเสียหายที่ไปชนเขาก็คิดว่าจบ แต่มันไม่ได้จบแค่นั้น คนพิการถ้าเกิดขึ้นมาหนึ่งคน ก็เปรียบเสมือนมีคนพิการตามมาทั้งครอบครัว ชีวิตเขาต้องอยู่ต่อไปอีกหลายสิบปี ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ไหนจะค่าใช้จ่ายสารพัด ค่ายา ค่าแพมเพอร์ส ค่าคนดูแล ถามว่าใครรับผิดชอบชีวิตเขาต่อจากนั้น คุณจ่ายตังค์ก็จบแล้วไปกินเหล้าขับรถต่อ
ทั้งหมดคือสิ่งที่เราพยายามผลักดันให้กฎหมายมันรุนแรงขึ้น และบีบบังคับให้สังคมรังเกียจคนเหล่านี้ ทำได้แค่นั้น เสียงของพวกเราซึ่งเป็นเหยื่อจะดังพอที่จะทำให้ทุกภาคส่วนหันมาเห็นความสำคัญตรงนี้รึเปล่าก็ไม่รู้
ที่ผ่านมา กฎหมายเกี่ยวกับเมาแล้วขับในบ้านเราเป็นอย่างไร
สมัยก่อนคำว่าเมาไม่ขับมันวัดยาก จะเอาอะไรมาจำกัดความคำว่าเมา ไม่มี คนไทยกินเหล้ามักบอกว่าตัวเองไม่เมา แต่ปัจจุบันการที่คุณดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปแล้วมันเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ถือว่าเมาตามกฎหมาย ติดคุก มันก็ทำงานง่ายขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือตรวจวัดแอลกอฮอลล์ก็ดีขึ้น เจ้าหน้าที่เข้าใจมากขึ้น
ทุกวันนี้กฎหมายและบทลงโทษเกี่ยวกับคดีเมาแล้วขับ ถือว่าดีในระดับหนึ่ง แต่จะดีกว่านี้ถ้าผู้พิพากษาลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรง เช่น กฎหมายเขียนไว้ว่าจำคุกไม่เกินสิบปี ก็สั่งจำคุกไปเลยสิบปี กฎหมายเขียนว่าปรับไม่เกินหนึ่งแสน ก็ปรับหนึ่งแสน ต้องลงโทษสูงสุดไม่ใช่จำคุกแค่ 1 ปี 6เดือน ใครไม่เคยทำความผิดก็ให้รอลงอาญา ปรับแค่ 20,000-30,000 บาท แบบนี้ใครจะไปเกรงกลัว ยกตัวอย่างที่ประเทศญี่ปุ่นเคยมีปัญหาเรื่องเมาแล้วขับจนมีสถิติคนตายสูงพอๆกับบ้านเราในปัจจุบัน แต่ต่อมาเขาใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างรุนแรง เช่น เมาแต่ยังไม่ทันขับออกนอกถนน ปรับเป็นแสน จำคุกด้วย คนที่นั่งไปด้วยก็โดนด้วย ปรับเท่ากันข้อหาสมรู้ร่วมคิด แล้วถ้าเกิดเมาแล้วไปชนคนเจ็บ พิการ หรือตาย โทษแรงมาก นอกจากจำคุกยังถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหลายล้าน เพราะเขาไม่ได้คิดแค่ค่าเสียหายของรถ หรือคนที่เสียชีวิต แต่ยังคิดค่าเสียโอกาสของคนๆนั้นด้วย เราจะรู้ไหมว่าเด็กคนหนึ่งที่โดนรถชนพิการตลอดชีวิต ถ้าไม่พิการเขาอาจเป็นรัฐมนตรี อาจเป็นนักกีฬาชื่อดังของประเทศชาติก็ได้
บ้านเรายังไม่ไปถึงจุดนั้น เพราะการบังคับใช้กฎหมายยังหย่อนหยาน ไม่เด็ดขาด ที่สำคัญให้โอกาสกับคนที่กระทำความผิดมากเกินไป ไม่อยากลงโทษรุนแรง คนไหนไม่เคยทำความผิดก็ไม่อยากให้ติดคุก แต่กลับไม่มองดูผู้สูญเสีย ซึ่งมักมองว่าตายไปแล้ว พิการแล้วก็จบไป นอกจากนี้ กฎหมายไทยยังไม่อนุญาตให้วัดแอลกอฮอลล์ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ แม้กระทั่งบริษัทประกัน ทุกวันนี้ยังจ่ายค่าเสียหายให้ผู้ประทำกันที่เป่าแล้วแต่ไม่เกิน 150 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ทั้งที่กฎหมายระบุว่าเมาคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ คำว่า 'ไม่เป็นไร รถกูมีประกัน ขับไปชนเดี๋ยวเรียกประกันมาเคลียร์' เป็นคำพูดที่เราได้ยินบ่อย แต่คิดดูว่า 150 นี่เมาแอ๋เลยนะ แต่ถ้าวันนึงบริษัทประกันบอกว่า 'ผมไม่จ่ายแล้วนะ ถ้าคุณเมาแล้วขับไปชนรถพัง คนเจ็บคนตาย' แบบนี้คนถึงจะกลัว
ผ่านมา 20 ปี แคมเปญเมาไม่ขับสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่สังคมไทยยังไงบ้าง
ครบรอบ 20 ปีของคำว่า เมาไม่ขับ ของมูลนิธิเมาไม่ขับ ผมถือว่าประสบความเร็จนะ สังคมรับรู้แล้วว่าเมาแล้วขับคืออะไร มีพิษภัยอย่างไร เอาเป็นว่าไม่มีใครกล้าสวนกระแส ทุกคนยอมรับว่าผิดจริง
ที่ผ่านมา เราทำสำเร็จหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ห้ามขายเหล้าเบียร์ในปั๊มน้ำมัน การเพิ่มบทลงโทษ ทั้งไม่ยอมเป่ามีความผิด พกเหล้าในรถมีความผิด รวมถึงโครงการต่างๆ เช่น งดเหล้าเข้าพรรษา 7 วันอันตราย ทุกอย่างมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น น่าพอใจ แต่สิ่งที่เรามองว่ายังต้องแก้ไขคือ มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่ค่อนข้างอ่อน ขยับเขยื้อนช้า หรือความถี่ในการตั้งด่าน
ถามว่าตำรวจดั้งด่านเยอะไหม เยอะ แต่ยังไม่เพียงพอ ความถี่ในการตั้งที่จะทำให้คนไปเจอด่านยังน้อย จะมีเฉพาะเทศกาลเท่านั้น แต่ขนาดเทศกาลที่ว่าเข้มงวดๆแล้วยังมียอดผู้เสียชีวิตถึง 500กว่าศพ ตัวเลขลดบ้างทรงบ้าง แต่เพียงแค่เอาคนเมาออกจากถนนไปได้ ยอดคนไทยตายอุบัติเหตุจราจรจะหายไปครึ่งนึงเลย ทุกวันนี้สังคมไทยมองอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนน หรือจากการเมาแล้วขับ เป็นเรื่องปกติสุข ตายปีละเป็นหมื่นคนยังไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร เฉยๆ แต่พอไวรัสเมอร์ส ไข้หวัดนก ตายไม่เท่าไหร่รัฐบาลถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทำไมจะตั้งด่านเยอะๆไม่ได้ ผมเคยบอกตำรวจว่าผมพาไปตั้งด่านไหม รับรองคืนนึงจับได้เป็นหมื่น ตั้งปิดหัวปิดท้ายแถวรัชดา แถวเกษตรนวมินทร์ไปเลย สองทุ่มถึงตีสี่ ที่ทำไม่ได้เพราะมีการจ่ายส่วย เจ้าของผับกลัวลูกค้าหนี
โหดไปไหม
พูดตรงๆว่ามูลนิธิเมาไม่ขับไม่ได้ห้ามคุณกินเหล้า อยากจะกิน กินไปเลย แต่มันมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยไม่ให้คนเมาแล้วขับรถออกมาบนถนน บริการแท็กซี่ ไม่ก็ให้คนที่ไม่เมามาขับแทน เดี๋ยวนี้มีบริการจ้างคนมาขับรถให้ด้วย หรือร้านที่คุณไปกินก็ช่วยเซฟชีวิตลูกค้าหน่อย แปะสติ๊กเกอร์เลยคนไหนเมา ไม่เสิร์ฟ ฝากกุญแจรถไว้ที่ร้าน เดี๋ยวบ๋อยเรียกแท็กซี่ให้ เมืองนอกเขาทำกันเยอะแยะ แต่บ้านเราทำไม่ได้ เพราะจะถูกมองว่าทำให้บรรยากาศเสีย ทำไมไม่คิดว่าช่วยเซฟชีวิตลูกค้า เดี๋ยววันหลังค่อยกลับมากินใหม่ แต่ถ้าเขาตาย ร้านเสียลูกค้า แบบนี้ยังดีเสียกว่า
การจะไปบอกให้คนเลิกเหล้า ยาก มันเป็นค่านิยม เป็นวัฒนธรรมในสังคม พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนมาสองพันกว่าปียังทำไม่ได้เลย ไอ้เราแค่สามัญชนพูดไปใครเขาจะเชื่อ ไม่มีทาง
พวกเรามีแนวคิดทำงานง่ายมาก คุณกินเหล้าได้ จะกินเหล้าหมดเป็นลังๆ กินไวน์ขวดละแสน กินให้ตับไตไส้พุงพังก็เรื่องของคุณ แต่ขอร้องอย่าขับรถ แค่นี้เอง อีกอย่างไม่เข้าใจว่าบริษัทเหล้าเบียร์จะมาต่อต้านทำไม ทั้งที่ความจริงแล้วคุณขายเหล้า ควรจะรับผิดชอบต่อสังคม ในเมื่อคุณเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้เกิดอุบัติเหตุล้มตาย ก็ควรทุ่มเทงบประมาณมาช่วยเหลือสังคม สร้างถนน ปรับปรุงผิวถนน หรือให้เงินเยียวยาผู้สูญเสีย จะมาขัดขวางต่อต้านทำไม ผมเชื่อการรณรงค์เมาไม่ขับมันไม่ไปขัดการขายหรอก คุณก็ยังเป็นมหาเศรษฐีเบอร์หนึ่งของเมืองไทยอยู่ดี
เวลามีข่าวคนดังเมาแล้วขับรถไปประสบอุบัติเหตุชน รู้สึกยังไง
คนดังก็คือคนๆหนึ่ง แต่เผอิญมีชื่อเสียงก็เลยเป็นข่าวใหญ่ ในความเป็นจริงเหตุการณ์แบบนี้มีให้เห็นทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกวินาที ผมว่าดารา นักร้อง เซเลบควรเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน เพราะคุณคือคนของประชาชน ถ้าทำผิดต้องโดนหนักกว่าคนอื่น ผมเห็นด้วยที่คนเหล่านี้จะต้องโดนประณาม และใช้โอกาสตรงนี้มาปรับปรุงตัวและช่วยเหลือสังคมต่อไป
คิดยังไงกับเพจเฟซบุ๊กแจ้งด่านตรวจแอลกอฮอล์
คนเหล่านี้เขาเรียกว่า แนะนำให้เพื่อนไปตาย อยากเป็นฮีโร่ในโซเชียล คิดว่าตัวเองเจ๋ง ผมคิดว่าคนทำเพจแจ้งด่านตรวจแอลกอฮอล์เขากำลังสร้างเวร สร้างกรรม สร้างบาปอย่างชั่วร้ายที่สุด สิ่งที่เขาทำจะพาคนจำนวนมากไปตาย คุณกำลังส่งเสริมและสนับสนุนให้หัวหน้าครอบครัวเขาไปตาย พรากลูกพรากเมียเขา ส่งเสริมให้มีคนพิการมากขึ้น ส่งเสริมให้มีลูกกำพร้ามากขึ้น ขอร้องให้หยุดซะ
ระหว่างโดนตำรวจจับกับได้เห็นเหยื่อผู้สูญเสีย แบบไหนที่คนจะรู้สึกเข็ดหลาบมากกว่า
ช่วงแรกๆหมอแท้จริงบอกว่า ทำโฆษณาทีวีก็แล้ว หนังสือพิมพ์ก็แล้ว ยิงสปอตโฆษณาทางวิทยุก็แล้ว ไปห้ามเขาบอกอย่ากินเหล้าแล้วขับก็แล้ว ไม่มีใครเชื่อ สุดท้ายเลยต้องเอาตัวจริงเสียงจริง นั่นคือ เหยื่อที่ประสบอุบัติเหตุจากเมาแล้วขับ ที่เรียกว่า 'สื่อมีชีวิต' มาพูด ทำให้เห็นว่าถ้าคุณยังประมาท เมาแล้วขับ ชีวิตคุณอาจจะเป็นแบบนี้
ที่ผ่านมา เรามีโครงการที่เชิญเหยื่อผู้พิการจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับไปพูดตามงานต่างๆให้กับผู้ที่ถูกคุมประพฤติฟัง พวกนี้มักด่าตำรวจว่าเจอกลั่นแกล้ง พอเจอพวกเรา ได้สัมผัสชีวิต โห ฉี่เอง อึเองยังไม่ได้เลย บางคนยังต้องเอาคางบังคับรถไฟฟ้า แขนขายังกระดิกไม่ได้ ก้นเป็นแผลติดเชื้อ พ่อแม่ต้องออกจากงานมาดูแล คนไทยมีจิตสำนึก เห็นแล้วรู้สึก ไม่ต้องสงสารคนที่เป็นเหยื่อ คิดแค่ว่าถ้าเป็นตัวเองจะทำยังไง ผมบอกเสมอว่าพวกคุณโชคดีที่ถูกตำรวจจับ ติดคุกยังมีวันออก แต่ถ้าพิการ ถึงมีเงินเป็นหมื่นล้านก็ไม่สามารถกลับมาเดินได้เหมือนเดิม
ไปพูดให้คนเป็นแสนเป็นล้านคน ขอแค่หนึ่งคนเชื่อ ระมัดระวัง ไม่ไปเมาแล้วขับรถจนบาดเจ็บพิการ ชนคนตาย ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วครับ
ฝากทิ้งท้ายให้คนที่ชอบเมาแล้วขับ ในวาระครบรอบ 20 ปีเมาไม่ขับ
คำว่า เมาไม่ขับ เป็นอมตะวาจาที่จะต้องพูดกันอีกนานเป็นร้อยปี ควรเป็นธรรมะที่ท่องไว้ในใจเลยด้วยซ้ำ สำหรับคนที่ยังเมาแล้วขับ ถ้ายังไม่เชื่อ ยังไม่ปฏิบัติตาม วันข้างหน้าคุณอาจจะได้มาอยู่เครือข่ายของพวกเราก็ได้


