posttoday
มังกรส่งออกหนี้  พยุงเศรษฐกิจประเทศ

มังกรส่งออกหนี้ พยุงเศรษฐกิจประเทศ

10 สิงหาคม 2558

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สัดส่วนการถือครองหนี้จำนวนมหาศาล และสภาพชะงักงันจากภาคการปล่อยสินเชื่อในจีน ทำให้ธนาคารรายใหญ่หลายแห่งของจีนต้องเบนเข็มสู่ตลาดการลงทุนต่างประเทศเพื่อรักษาอัตราการเติบโตต่อไปให้ได้ 

แม้ว่าจีนจะเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ทว่าพื้นฐานการเติบโตของจีนกลับอยู่บนกองหนี้จำนวนมหาศาล โดยปัจจุบันสัดส่วนหนี้ภาคเอกชนกับครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใน (จีดีพี) ของจีน จากการคำนวณของบลูมเบิร์กนั้น พุ่งไปอยู่ที่ระดับ 207% ต่อจีดีพีแล้ว 

สภาพดังกล่าวเกิดขึ้นจากโมเดลการเติบโตบนพื้นฐานของการกู้ยืมเพื่อการลงทุน โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ในจีนจะปล่อยกู้อย่างหนักหน่วงให้กับวิสาหกิจของรัฐบาล เพื่อเป็นทุนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางสภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเผชิญกับเมฆหมอกของวิกฤตการเงินปี 2009

ยืนยันได้จากตัวเลขการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีนซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมในปี 2005 ที่ 48.5% ต่อจีดีพี เป็น 85.2% ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2014 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ หลังจากสภาพเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลง และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนเปลี่ยนจากเน้นการลงทุนเป็นเน้นการบริโภคภายในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตของจีนล้นเกินความต้องการในตลาด และตลาดสินเชื่ออยู่ในภาวะเต็มอิ่ม

นอกจากนี้ สภาพความผันผวนของเศรษฐกิจจีนซึ่งเผชิญกับสภาพฟองสบู่แฟบในตลาดหุ้น และการชะลอตัวของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันยังส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ของจีนอยู่ในช่วงขาลงอีกด้วย

กอปรกับสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนอันเกิดจากสภาพเศรษฐกิจภายในและสภาพเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การลงทุนในประเทศมีความผันผวนอย่างหนัก สภาพการเสี่ยงขาดทุนสูง ส่งผลให้ศักยภาพในประเทศไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกต่อไป

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้จีนต้องหันไปส่งออกเงินทุนเพื่อรักษาอัตราการเติบโตในประเทศไว้ หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือส่งออกโมเดลการเติบโตจากหนี้ไปต่างประเทศนั่นเอง

ตามรายงานของวอลสตรีท เจอร์นัลซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวของบริษัทจีนในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า สถาบันการเงินสัญชาติมังกรหลายแห่งเริ่ม “โกอินเตอร์” กันมากขึ้น โดยใช้วิธีเข้าไปเป็นหุ้นส่วนการค้ากับผู้ประกอบการในท้องถิ่น กลายเป็นช่องทางที่ทำให้ธนาคารสัญชาติมังกรเริ่มปล่อยกู้ในต่างแดนมากขึ้น นับตั้งแต่บริษัทขนส่งทางทะเลในกรีซไปจนถึงธุรกิจพลังงานทดแทนในมาเลเซีย รวมถึงการเป็นแหล่งทุนให้กับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า และรางรถไฟ

รายงานยังระบุอีกว่า สถาบันการเงินส่วนใหญ่ที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ เป็นสถาบันการเงินด้านนโยบายที่ควบคุมโดยรัฐบาล เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีน และธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกจีน รวมถึงธนาคารพาณิชย์รายใหญ่อีกด้วย

เห็นได้ชัดจากการที่ธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกขยับไปปล่อยกู้ให้รัฐบาลมอนเตเนโกรถึง 687 ล้านยูโร (ราว 2.646 หมื่นล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว สำหรับการสร้างทางหลวงระหว่างประเทศความยาว 170 กม. เพื่อเชื่อมต่อกับเซอร์เบีย

ต่อมาในช่วงต้นปีนี้ รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของอินโดนีเซีย พีพี ตัมบัง บาตูบารา บูกิต อสัม ได้ร่วมทุนในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยถือหุ้น 45% กับหัวเตียน จากจีน โดยได้ทุนเป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกกว่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.26 หมื่นล้านบาท)

ด้านธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนได้ตัดสินใจลงนามกับ เมกาฟอน ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือยักษ์ใหญ่ในรัสเซีย ในสัญญา 8 ฉบับ เพื่อปล่อยกู้สำหรับการซื้ออุปกรณ์จากหัวเว่ย เป็นมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.77 หมื่นล้านบาท)

นอกจากนี้ การลงทุนของภาคการเงินจีนยังมีความเคลื่อนไหวตามนโยบายต่างประเทศว่าจะเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับประเทศไหนอีกด้วย เช่น ในขณะนี้จีนมีนโยบายขยายความสัมพันธ์กับเอเชียกลางและละตินอเมริกา ทำให้สถาบันการเงินในจีนเข้าไปลงทุนในเวเนซุเอลา และประเทศในเอเชียกลางมากขึ้น

ในทำนองเดียวกับในปากีสถาน อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งรัสเซียนั้นจีนกำลังพยายามกระชับความสัมพันธ์ โดยมีสถาบันการเงินเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่นเช่นกัน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ การร่วมทุนระหว่างบริษัทจีนกับต่างชาติช่วยสร้างรายได้แล้วถึง 6.754 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.397 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือว่าปรับขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 9.7% และในช่วงเดียวกัน มูลค่าจากการทำสัญญากับต่างชาติยังเพิ่มขึ้นถึง 6.9% อีกด้วย

ความเคลื่อนไหวในการส่งออกโมเดลการเติบโตจากหนี้ ถือเป็นกระแสสำคัญท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวของจีน ในเมื่อยังมีเงินล้นมือ สิ่งที่ต้องทำคือหาทางลงทุนเพิ่ม ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศของจีน (โอดีไอ) เพิ่มสูงขึ้นในเวลาเดียวกัน

ฮ่องกง สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) สหภาพยุโรป (อียู) ออสเตรเลีย สหรัฐ รัสเซีย ญี่ปุ่น ถือเป็นแหล่งส่งออกทุนจีนมากที่สุด และมีมูลค่ารวมคิดเป็น 79% ของโอดีไอทั้งหมดของจีน โดยช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา สัดส่วนโอดีไอไปอียูเพิ่มขึ้น 3.678 เท่า ตามด้วยอาเซียน 78.4% ฮ่องกง 66.7% และสหรัฐ 37.4%

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักระบุตรงกันว่า มูลค่าการส่งออกทุนของจีนนั้นยังถือว่าเล็กมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตของจีน และยังเทียบไม่ได้กับมูลค่าการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งนี้ มูลค่าโอดีไอของจีนเมื่อช่วง 11 เดือนแรกของปี 2014 อยู่ที่ราว 8.98 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

นอกจากนี้ แม้ขนาดเศรษฐกิจจีนจะคิดเป็น 12.4% ของขนาดเศรษฐกิจโลก แต่สัดส่วนการส่งออกทุนของจีนยังคิดเป็น 7.6% ของมูลค่าการลงทุนข้ามแดนเท่านั้น

กระนั้นก็ตาม ภาวะทุนจีนไหลเข้าย่อมเป็นผลดีของประเทศปลายทาง โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภาวะทุนไหลออกจากการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

อย่างไรก็ดี หากประเทศปลายทางเกาะกระแสดังกล่าวอย่างไม่ระมัดระวัง สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการต้องจมอยู่ในกองหนี้มหาศาลเช่นเดียวกับจีน แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะดูดีก็ตาม

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท