
บทบัญญัติค้ำประกันและจำนองที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ (ตอนแรก)
โดย อนุรักษ์ นิยมเวช อดีตสมาชิกวุฒิสภา
โดย อนุรักษ์ นิยมเวช อดีตสมาชิกวุฒิสภา
ปัจจุบันบทบัญญัติเรื่องค้ำประกันและจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ถูกแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2557 และเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ. 2558 เป็นต้นไป โดยเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ฉบับนี้ตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติฯ คือ โดยที่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง ซึ่งมิใช่ลูกหนี้ชั้นต้น แต่เป็นเพียงบุคคลภายนอกที่ยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ในการที่จะชำระหนี้แทนลูกหนี้เท่านั้น โดยข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติปรากฏว่าเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพให้กู้ยืมมักจะอาศัยอำนาจต่อรองที่สูงกว่า หรือความได้เปรียบในทางการเงินกำหนดข้อตกลงอันเป็นการยกเว้นสิทธิของผู้ค้ำประกัน หรือผู้จำนองตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หรือให้ผู้ค้ำประกัน หรือผู้จำนองต้องรับผิดเสมือนเป็นลูกหนี้ชั้นต้น กรณีจึงส่งผลให้ผู้ค้ำประกัน หรือผู้จำนอง ซึ่งเป็นประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมทั้งต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้องล้มละลายอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ค้ำประกันและผู้จำนอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ (ฉบับที่ 20) ดังกล่าว ได้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการสำคัญๆ ของกฎหมายค้ำประกันและจำนองเดิมในหลายเรื่องๆ จึงเป็นเหตุให้ภาคเอกชน เช่น สมาคมธนาคารไทย ตลอดจนหน่วยงานของรัฐ เช่น กระทรวงการคลัง ได้มีข้อท้วงติง และเสนอขอให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวในบางประเด็นอีกครั้งหนึ่ง
คณะรัฐมนตรีจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... อีกฉบับหนึ่งต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ (ฉบับที่ 20) ซึ่งเพิ่งจะประกาศใช้ก่อนหน้านี้ได้ไม่นาน ซึ่งต่อมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติในคราวประชุมครั้งที่ 26/2558 เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2558 ได้ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว และขณะนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ประกาศใช้เป็นกฎหมาย
ผู้เขียนจึงขอนำเสนอเนื้อหาสาระสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายค้ำประกันและจำนองดังกล่าวพร้อมทั้งข้อสังเกตดังต่อไปนี้
1.เรื่องที่แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายค้ำประกัน
1.1 รายละเอียดของมูลหนี้ที่ค้ำประกัน (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 681) กำหนดให้การค้ำประกันหนี้ในอนาคตและหนี้มีเงื่อนไขจะต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้รายที่ค้ำประกัน ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่จะค้ำประกัน เว้นแต่เป็นการค้ำประกันเพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราว จะไม่ระบุระยะเวลาดังกล่าวก็ได้ และสัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันย่อมรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น
1.2 ข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่เป็นโมฆะ (เพิ่มเติมมาตรา 681/1) กำหนดให้ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม หรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมเป็นโมฆะ ยกเว้นกรณีของผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นนิติบุคคลสามารถยินยอมเข้าผูกพันตน เพื่อรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมได้
1.3 ข้อตกลงเกี่ยวกับค้ำประกันที่แตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนดเป็นโมฆะ (เพิ่มเติมมาตรา 685/1) กำหนดให้บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 686 มาตรา 694 มาตรา 698 และมาตรา 699 เป็นโมฆะ
มาตราดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันมิให้รับผิดเกินสมควร กล่าวคือ มาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม เป็นบทบัญญัติว่าด้วยหนี้ที่ค้ำประกันและขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน (ดูข้อ 1.1 ข้างต้น), มาตรา 686 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ เมื่อผิดนัดและการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกัน (ดูข้อ 1.4), มาตรา 694 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้ที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้, มาตรา 698 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดๆ และมาตรา 699 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิผู้ค้ำประกันบอกกล่าวเลิกการค้ำประกัน เพื่อกิจการเนื่องกันไปหลายคราวไม่มีจำกัดเวลาสำหรับคราวอันเป็นอนาคตได้
1.4 การบอกกล่าวผู้ค้ำประกันและการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันในกรณีลูกหนี้ผิดนัด (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 686) กำหนดหน้าที่ของเจ้าหนี้ในการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันเมื่อลูกหนี้ผิดนัด ผลของการมิได้บอกกล่าว และการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกัน ดังนี้
(1) เมื่อลูกหนี้ผิดนัดให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน ค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลา
(2) เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้หรือผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ดังกล่าวข้างต้น ผู้ค้ำประกันอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือใช้สิทธิชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้ก่อนการผิดนัดชำระหนี้เฉพาะในส่วนที่ตนต้องรับผิดก็ได้ และถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันก็เป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด ในระหว่างที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ของลูกหนี้ข้างต้น เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่ลูกหนี้ผิดนัดในระหว่างนั้นมิได้
(3) การชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 นี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ค้ำประกันตามมาตรา 693 (สิทธิของผู้ค้ำประกันที่จะไล่เบี้ยจากลูกหนี้ และการเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีเหนือลูกหนี้ด้วย)
ตามบทบัญญัติเดิมนั้น เมื่อลูกหนี้ผิดนัดเจ้าหนี้สามารถทอดเวลาหรือใช้สิทธิอย่างล่าช้าในการเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงการผิดนัดของลูกหนี้ แต่ผู้ค้ำประกันกลับจะต้องรับผิดในภาระหนี้ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้นด้วย โดยไม่เป็นธรรมมาตรา 686 ที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่ จึงกำหนดเงื่อนไขและวิธีการอย่างเคร่งครัดในการที่เจ้าหนี้จะต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในระยะเวลาที่กำหนด
1.5 การลดจำนวนหนี้และการชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้ว (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 691) กำหนดให้ผู้ค้ำประกันได้รับประโยชน์จากการที่เจ้าหนี้ลดจำนวนหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ดังนี้
(1) ในกรณีที่เจ้าหนี้ตกลงกับลูกหนี้ อันมีผลเป็นการลดจำนวนหนี้ที่มีการค้ำประกัน รวมทั้งดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน หรือค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้น ให้เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ตกลงกันนั้น
(2) ถ้า (ก) ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้ว หรือ (ข) ลูกหนี้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดไม่ครบถ้วนแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือนั้นแล้ว หรือ (ค) ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามที่ได้ลดแต่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ตามที่ได้ลดนั้นแล้ว ให้ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากการค้ำประกัน
ในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันดังกล่าว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้แม้จะล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลด แต่ต้องไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาชำระหนี้ดังกล่าว ในกรณีที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงดังกล่าวเมื่อล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ตามที่ได้ลดแล้ว ให้ผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่เจ้าหนี้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบถึงข้อตกลงนั้น ทั้งนี้ ข้อตกลงที่ทำขึ้นภายหลังที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้แล้ว หากในข้อตกลงนั้นมีการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ มิให้ถือว่าเป็นการผ่อนเวลาตามมาตรา 700 (3) ข้อตกลงใดที่มีผลเป็นการเพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันให้มากกว่าที่กล่าวข้างต้น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ
1.6 การผ่อนเวลา (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 700) กำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในการค้ำประกันหนี้อันมีกำหนดเวลาชำระแน่นอน เมื่อเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้แก่ลูกหนี้ เว้นแต่ผู้ค้ำประกันจะได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น โดยข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลาอันมีผลเป็นการยินยอมให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลา ข้อตกลงนั้นใช้บังคับมิได้ แต่กรณีผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกัน เพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระนั้นสามารถทำข้อตกลงล่วงหน้าเช่นนั้นได้







