
การเข้าถึงพระรัตนตรัยที่ถูกต้อง(ตอนจบ)
โดย...สมาน สุดโต
โดย...สมาน สุดโต
ตอนที่แล้วพูดถึงคุณของพระธรรม จบที่อัตตา นิรัตตา และอนัตตา โดยพระปัญญานันทมุนี แนะนำให้เข้าถึงอนัตตา เพื่อการใช้ชีวิตประจำวันจะได้มีความสุข เพราะสามารถทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ โดยพระคุณเจ้าบอกที่ประชุมว่า ฟังพระพูดวันนี้ กลับไปแล้วอย่าเอานิรัตตาหรืออัตตาติดตัวไป แต่ให้เอาอนัตตาไป เพื่อใช้กับหน้าที่ เมื่อทำหน้าที่ถูกต้องดับทุกข์ได้ พร้อมทั้งยกนิทานพื้นบ้านมาเล่าให้ฟัง เป็นนิทานที่เกิดจากคนจริงๆ มีชีวิตจริงๆ เรื่องน้าคู้
น้าคู้เป็นตลกพื้นบ้าน เพียงได้เห็นก็มีความสุข วันหนึ่งเดินผ่านบ้านเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เพื่อนบ้านตะโกนทักทายว่าน้าคู้โกหกให้ฟังก่อนค่อยไป แกบอกว่าโกหกได้ไงล่ะ น้าเลื่อมจะเป็นหรือจะตายยังไม่รู้ ต้องรีบไปดู คนที่เป็นเพื่อนบ้านได้ฟังรีบขึ้นบ้านใส่เสื้อวิ่งไปบ้านน้าเลื่อม เพราะน้าเลื่อมเป็นแม่ของเพื่อนบ้านที่ขอให้น้าคู้โกหก
พอไปถึงบ้านน้าเลื่อม เรียกแม่ๆ เป็นอะไร แม่ก็ตอบว่าก็เป็นแม่มึง จึงรู้ว่าโดนน้าคู้หลอกเอาแล้ว
ต่อมาน้าคู้ได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน วันที่เดินทางไปรับสารตราตั้งที่อำเภอ ออกจากบ้านแต่เช้า ไปถึงสถานีรถไฟ พบนายสถานีถามว่าน้องเป็นอะไร นายสถานีตอบว่าเป็นนายสถานี น้าคู้สั่งให้เอาตั๋วมาขาย นายสถานีว่ายังไม่ถึงเวลาน้าคู้ว่าจะเอาตังค์หรือเอาตะกั่ว นายสถานีเลือกเอาตังค์ โดยขายตั๋วให้
น้าคู้ได้ตั๋วก็บอกนายสถานีว่ารถไฟมา บอกให้รับด้วย ฉันรีบ จะเดินไปรอข้างหน้า เมื่อรถไฟมาน้าคู้ชูตั๋ว แต่รถไฟไม่รับ ก็ผูกอาฆาตรถไฟ เดินนับหมอนรถไฟแล้วพูดว่าเล่นกับใครไม่เล่น มาเล่นกับกู เกิดเรื่องแน่ เมื่อรับสารตราตั้ง ซื้อตั๋วรถไฟเพื่อกลับบ้านแล้วนั่งคอย เมื่อรถไฟมา ทุกคนขึ้นรถไฟ แต่
น้าคู้ไม่ขึ้น รถไฟก่อนออกก็เปิดหวูดดังลั่นตามปกติ แกบอกว่าให้มึงร้องให้ตายกูก็ไม่ไป รถไฟออกไปแล้ว แกก็เดินกลับบ้านด้วยความสะใจ
เมื่อถึงบ้านเรียกภรรยามาปฐมนิเทศและสั่งงาน โดยบอกว่าตนไม่ใช่น้าคู้คนเดิมแล้ว โดยบอกว่าต่อไปต้องทำหน้าที่ให้สมกับราษฎร ที่ต้องปฏิบัติต่อผู้ใหญ่บ้าน เช่น จัดโต๊ะอาหาร ต้องเรียกว่าพี่ และเชิญมารับประทานอาหาร สอนสารพัด ทำเอาภรรยามึนว่าจะอยู่อย่างไรต่อไปนี้ แต่ก็ทำตามคำแนะนำ โดยทำกับข้าวเสร็จก็เรียกพี่ผู้ใหญ่เชิญรับประทานอาหาร ภรรยานั่งร่วมโต๊ะด้วย น้าคู้บอกว่าเธอเป็นใคร มานั่งตีเสมอได้อย่างไร ไล่ให้ไปกินข้าวในครัว
ทานข้าวเสร็จ น้าคู้ไปเยี่ยมลูกบ้าน มืดแล้วภรรยาปิดประตูบ้านตามปกติ น้าคู้กลับมาเคาะประตูบ้านบอกว่าผู้ใหญ่บ้านกลับมาแล้ว เปิดประตู ภรรยาได้ยินก็บอกไปว่าบ้านนี้เป็นบ้านราษฎร ผู้ใหญ่ห้ามเข้า
เรื่องนี้สอนว่าถ้าเราใช้ชีวิตแบบมีอัตตาหรือนิรัตตาก็มีความทุกข์ ดังนั้นชีวิตนี้ต้องอยู่กับอนัตตา ดังคำว่า ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ. ข้าพเจ้าถือเอาหน้าที่อย่างถูกต้องเป็นสรณะ เมื่อนั้นเราจะประเสริฐ
เรื่องพระสงฆ์นั้น พระปัญญานันทมุนี บอกว่า ในประเทศไทยให้ฐานะพระสงฆ์ในรูปค่ามากกว่าคุณ เมื่อห่มผ้าแล้ว ถูกยกฐานะว่าพระสงฆ์ แม้ว่าสงฆ์ ไม่มีในพระไตรปิฎก มีแต่ภิกษุ ดังที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม่มีที่ไหนที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า ดูกรสงฆ์ทั้งหลาย เรามาใส่ค่าให้พระว่าเป็นสงฆ์ เมื่อเห็นพฤติกรรมบางอย่างของพระที่เสียหาย จึงพูดว่า ไหว้พระพุทธสบายใจ ไหว้พระธรรมสบายใจ แต่ไม่สบายใจเมื่อไหว้พระสงฆ์
แต่ที่ยังไหว้เพราะเกรงใจผ้าเหลือง ความไม่เข้าใจตรงนี้เป็นปัญหาของสังคมชาวพุทธ
ความจริงพระสงฆ์ที่เราสวดสรรเสริญสังฆคุณมาแต่เล็กแต่น้อยนั้น คือ ผู้ปฏิบัติดี เมื่อไรภิกษุปฏิบัติดี เขาก็ใส่บาตร นั่นคือพระสงฆ์เกิดแล้ว แต่ถ้าปฏิบัติดีไม่ได้ ก็เป็นแค่ภิกษุ ดังนั้นชีวิตพระภิกษุต้องเข้าใจตรงกันว่า ถ้ายังไม่ปฏิบัติดี ไม่ปฏิบัติตรง ไม่ปฏิบัติออกจากทุกข์ยังเป็นภิกษุ เมื่อไรปฏิบัติดี รู้ธรรม ออกจากทุกข์ เมื่อนั้นเป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
การเข้าถึงพระสงฆ์คือเข้าถึงพระคุณของสงฆ์ มิใช่เข้าถึงพระภิกษุ
พระภิกษุต้องปฏิบัติดี รู้ธรรม ออกจากทุกข์ ภิกษุนั้นเข้าถึงพระสงฆ์ บวชแล้วต้องคิดถึง เข้าถึงพระสงฆ์ บวชเป็นพระแล้วต้องเข้าถึงพระสงฆ์ รวมความว่าเราต้องเข้าถึงคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ โดยถือเกณฑ์ของคำว่าธรรมะคือหน้าที่
เมื่อเราทำหน้าที่ด้วยเมตตา ปัญญา บริสุทธิ์ อย่างถูกต้องดีงาม ขณะนั้นเราเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยถือหลักว่าถูกต้อง เมื่อไรเอาคำว่าถูกต้องมาใช้ มีเมตตา ปัญญา บริสุทธิ์ กำกับ เมื่อนั้นก็เกิดคุณความเป็นพระสงฆ์
คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจเมื่อไร คุณธรรมนั้นขับไล่โทสะ โลภะ โมหะ ออกไป โลภะ โทสะ โมหะ คือ อกุศลมูล เวลาปฏิบัติเรียกว่า นิวรณ์ เมื่อพระพุทธเจ้าพบสิ่งนั้นเรียกว่า มาร ทั้งนี้เป็นพระพุทธเจ้ามีมารผจญตลอดเวลา
ตกลงว่าเมื่อไรอยู่ในฐานะที่จะเข้าถึงพระรัตนตรัย ต้องรู้ว่าขณะนั้นมีมาร 3 ตัว คือ โลภะ โทสะ โมหะ คอยผจญ เมื่อไรจิตใจเราเผลอไปหลงมารว่าเป็นชีวิตที่ประเสริฐ เมื่อนั้นคุณพระรัตนตรัยไม่ได้อยู่กับเรา แต่เมื่อไรทำหน้าที่ถูกต้อง มีเมตตา ปัญญา บริสุทธิ์ กำกับ เมื่อนั้นเราก็ได้สิ่งที่เรียกว่า พุทธ อยู่กับเรา
พระปัญญานันทมุนี กล่าวว่า พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เป็นของสากล เป็นของสาธารณะ แต่หากเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีเพียงองค์เดียวในโลก ทุกคนสามารถเข้าถึงพระพุทธเจ้าได้ จึงมีคำว่า เอตํ พุทฺธานสาสนํ. ธรรม 3 อย่างเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ขอให้สิ่งนั้นเป็นพระคุณ อย่าเอาค่ามาเป็นการเข้าถึง เราจะได้เข้าถึงอย่างถูกต้อง
สรุปว่าอย่าเข้าถึงพระรัตนตรัยที่ค่า แต่ให้เข้าถึงที่คุณ แต่คนไทยพบสิ่งบดบังคุณเสมอ เข้าไปในโบสถ์ก็ไม่เจอพระพุทธเจ้าแต่ไปเจอกระบอกเซียมซีบังอยู่ ขอให้คุณเกิดในดวงใจเถิด จะดับทุกข์ได้ ขอให้ทุกท่านช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาอย่างที่ พ.ส.ล.ทำหน้าที่โอบอุ้มพระสงฆ์นานาชาติที่ศึกษาอยู่ในเมืองไทยเป็นการสืบอายุพระพุทธศาสนา ขอให้พระภิกษุเข้าถึงพระรัตนตรัยด้วย
ก่อนจบ พระปัญญานันทมุนีพูดถึงพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัยว่า 4 รูป สวดปาฏิโมกข์ได้ 5 รูป รับกฐินได้ 10 รูป ให้การอุปสมบทได้ 20 รูป ทำหน้าที่ช่วยให้ภิกษุออกจากอาบัติหนัก (สังฆาทิเสส) ที่เรียกว่า อัพภาณ หรือที่เรียกว่า ปริวาส หรือพระอยู่กรรม
จากนั้นพระคุณท่านเล่าต่อเรื่องพระสงฆ์ โดยอธิบายว่า สมมติสงฆ์ คือ พระสงฆ์จำนวนหนึ่ง ทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้แทนของสงฆ์จำนวนมากที่มีอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง รับนิมนต์ไปที่แห่งหนึ่ง เมื่อกลับวัด สิ่งที่โยมทำบุญให้กับผู้แทนสงฆ์หรือสมมติสงฆ์คณะนั้น สิ่งนั้นต้องเป็นของสงฆ์ทั้งวัด เพราะสงฆ์นั้นมาในฐานะตัวแทน แต่ปัจจุบันเสียหายมาก ที่ไม่ยอมรับคำว่า สมมติ เขาถวายอะไรไปก็เป็นส่วนตัวหมดเลย ของไปกองอยู่ที่กุฏิ
แต่ที่วัดชลประทานฯ หลวงพ่อพระปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสทำไว้อย่างสวยงามอย่างไร ปัจจุบันยังปฏิบัติอย่างนั้น ของทุกอย่างที่โยมถวายเป็นกองกลาง ปัจจัยใส่ตู้ วัดชลประทานฯ จึงมีโรงทาน มีเครื่องไทยทานมาก ทุก 15 วันจึงแจกจ่ายญาติโยมที่ทำวัตร รักษาศีลถึง 5 โมงเย็นทุกคน
นอกจากนั้น วัดชลประทานฯ สำรวจชาวบ้านรอบวัด ถ้าพบว่าเขาลำบากก็ช่วย โดยพระคุณท่านบอกว่า อย่าแผ่เมตตาอยู่ในวัดเลย แต่พาเมตตาไปให้ถึงบ้าน บัดนี้วัดชลประทานฯ มีโครงการวัดบ้านเรา ช่วยเรา ได้ช่วยกว่า 100 ครอบครัว บางครอบครัวน่าสงสารจริงๆ จึงขอให้วัดต่างๆ ช่วยสังคมรอบๆ วัด โดยดูว่าเขามีข้าวจะกินไหม
เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ บอกว่า จะขยับขยายการช่วยเหลือไปเรื่อยๆ ใครเอาข้าวสารไปถวายวัด อาตมาจะไม่เก็บให้มอดกิน แต่จะให้คนกิน นี้คือหน้าที่สมมติสงฆ์
ไม่ใช่ทำเฉพาะที่วัดชลประทานฯ แต่วัดปัญญานันทาราม คลอง 5 ก็ทำอย่างนี้ พระที่วัดไม่มีของเก็บในกุฏิ ไม่มีปัจจัยในตัวพระ เพราะเรามีคติว่า วัดรวย พระจะจน แต่ถ้าพระรวย วัดจะจน เพื่อรักษ์คุณ ไม่เอาค่ามาครอบงำ ถ้าไม่ทำเช่นนี้นานไปค่าจะขึ้นมาแทนคุณ สวนทางกับที่เราต้องการเติมคุณ โดยเอาค่ามารับใช้ เหมือนกราบรอยพระบาท ขออย่าให้ขึ้นมาอยู่ที่ตัว ให้อยู่ที่รอยเท้าเท่านั้น ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เชื่อว่าโลกใบนี้จะร่มเย็นด้วยพระพุทธศาสนา







