posttoday
ชีวิตนี้ เพื่อสวนสยาม

ชีวิตนี้ เพื่อสวนสยาม

09 สิงหาคม 2558

คนบางคนชีวิตอาจค่อยๆ ทะยานขึ้นสูงแล้วทรงตัวหรือทะยานต่อ แต่ ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ไม่ใช่เช่นนั้น

โดย...วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

คนบางคนชีวิตอาจค่อยๆ ทะยานขึ้นสูงแล้วทรงตัวหรือทะยานต่อ แต่ ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อก้าวสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ช.อมรพันธุ์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงสังคม เป็นนักธุรกิจตัวอย่างของสมาคมนักธุรกิจสัมพันธ์ เป็นกรรมการเป็นที่ปรึกษาให้หน่วยงานต่างๆ จนมีหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า หนุ่มจัดสรรที่ดินมีเงินเป็นพันล้านบาท แต่ยังไม่แต่งงาน จากนั้นก็เริ่มมีคนสนใจมาหาอยากร่วมลงทุนด้วยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพราะเรียนจบเพียง ป.4 แม้มีคนสนใจร่วมลงทุนด้วย ก็ยังไม่ร่วมลงทุนกับใคร เพราะกลัวไม่มีความรู้แล้วควบคุมลำบาก กระทั่ง ชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน และเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อให้โครงการ ช.อมรพันธุ์โดยตลอด มาบอกว่า มีที่ดิน 1,000 ไร่ ย่านมีนบุรี ให้ไปดูว่าพัฒนาเป็นอะไรได้บ้าง

ช่วงนั้นได้ดึงนักวิชาการ คนมีความรู้มาช่วยงาน ช.อมรพันธุ์ แต่ก็เกิดปัญหาต่างคนต่างคิด และไชยวัฒน์เองไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ต่างจากครั้งบริหารคนเดียว ท้ายสุดจึงชะลอการทำบริษัท ช.อมรพันธุ์ หันไปช่วยดูโครงการคุณชาตรีจริงจัง ซื้อที่ดินจนทำให้เป็นพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ตั้งเป็นหมู่บ้านใหญ่ชื่อ หมู่บ้านอมรพันธุ์นคร-สวนสยาม หวังจะสร้างดิสนีย์แลนด์เมืองไทยในพื้นที่นี้ ให้เป็นสวนสนุกสวนพักผ่อนหย่อนใจที่ใหญ่สุดในเอเชีย

ทั้งนี้ ได้ส่งนักวิชาการไปดูงานต่างประเทศศึกษาความเป็นไปได้ลงทุนดิสนีย์แลนด์เมืองไทย ประเมินไว้ว่าต้องใช้เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท ไชยวัฒน์ ลงทุน 500 ล้านบาท และชาตรี 500 ล้านบาท แต่ศึกษาแล้วดิสนีย์แลนด์ ระบุว่า หากมาไทยต้องซื้อสิทธิ ซื้อแฟรนไชส์ และต้องพัฒนาในพื้นที่ตรงตามกติกาหลายอย่าง เช่น รถไฟเข้าถึง รถประจำทางสะดวก ที่จอดรถขั้นต่ำ 5,000 คัน เวลานั้นระบบสาธารณูปโภคไทยยังไม่ได้ตามกติกา ครั้นไปหวังพึ่งรัฐบาลลงทุนคงเป็นไปไม่ได้

ไชยวัฒน์ ไม่ยอมแพ้ ได้ส่งนักวิชาการไปศึกษาเพิ่ม พบว่าที่ญี่ปุ่นมีสวนสนุก สวนน้ำขนาดเล็กใจกลางโตเกียว มีจำลองทะเล ทำคลื่นไว้ให้เล่น จึงสนใจสร้างสวนสนุก สวนน้ำที่มีทะเลเทียมในกรุงเทพฯ แต่แล้วไม่มีใครเห็นด้วย มองว่าคนไทยไม่กล้าใส่ชุดว่ายน้ำ ก็คงยากที่จะดึงคนมาเล่นสวนน้ำนี้ แต่ไชยวัฒน์ยืนยันเดินหน้าต่อคนเดียว เพราะข่าวประกาศต่อสาธารณชนไปแล้วว่าจะทำสวนน้ำ หากไม่ทำจะเสียเครดิตชื่อตัวเอง ท้ายที่สุดจึงซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั้งหมดเดินหน้าโครงการลำพัง

ด้วยความที่ธุรกิจใช้เงินลงทุนมาก ธนาคารก็ไม่ให้กู้ จึงทยอยขายบริษัทอื่นที่มีเพื่อให้ได้เงินมาลงทุนเร็วที่สุด บางบริษัทขายถูกกว่ามูลค่ามากก็ยอม และต้องไปกู้ยืมนอกระบบบางส่วน จนเปิดสวนน้ำได้ แต่ก็ประสบปัญหาไม่มีเครดิต ผู้ส่งของ เช่น คลอรีนไม่ยอมส่งให้ พ.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร ที่สมัยนั้นมาเป็นประธานเปิดสวนน้ำให้ช่วยรับรองว่า หากสวนสยามไม่จ่ายเงินให้ไปเก็บกับท่านได้ ทำให้ได้คลอรีนมาส่ง หลังจากนั้นก็ยังต้องทยอยขายกิจการ ขายที่ดินที่มีต่อเนื่อง ทรมานกับการทำเช่นนี้กว่า 20 ปี ต่อสู้เพื่อให้สวนสยามยังอยู่ต่อไป

“ถ้าเป็นคนอื่นอาจแขวนคอตายไปแล้ว แต่ผมไม่ยอมไปไหน ยอมขาดจากสังคมไปเลย ในช่วงที่ดี เป็นผู้มีเกียรติในสังคม แต่ช่วง 20 ปีที่ต่อสู้เพื่อสวนสยาม ผมเป็นเหมือนกบจำศีล โดนกะลาครอบไว้ที่นี่ ไม่ไปไหน ผมโชคดีที่ไม่เจ็บไม่ไข้ ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เกือบ 24 ชั่วโมง ไม่มีคำว่าวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สุดท้ายขายบริษัททั้งหมดไปแล้ว สวนสยามก็ยังไม่ฟื้น ผลการดำเนินงานยังไม่ดี จนถูกธนาคารฟ้องล้มละลาย ก็ต่อสู้กับการฟ้องร้องอีก 10 ปี จนตกลงกันได้ ยอมขายสินทรัพย์ที่เหลือเพื่อใช้หนี้ธนาคาร” ไชยวัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ หลังได้อิสรภาพ ชำระหนี้ครบ ก็กู้เงินจากไทยธนาคารในเวลานั้น 3,000 ล้านบาท ลงทุนเครื่องเล่นสวนสนุก 36 ชนิด เปิดเป็นสวนสนุกใหญ่สุดในเอเชีย มีลูกชาย 2 คน ลูกสาวอีก 1 คน ซึ่งเรียนจบกลับมาเสริมทัพธุรกิจ ในที่สุดจึงมีสวนสยามที่เริ่มโตอย่างแข็งแกร่งเช่นวันนี้

หนทางของผู้ชายท่านนี้ น่าจะเป็นกำลังใจให้ใครหลายคนที่กำลังกลัดกลุ้มกับปัญหาเศรษฐกิจได้ว่า อย่างน้อยชีวิตก็คงไม่ทุกข์อย่างเดียวเสมอ มีทุกข์ได้สักวันก็คงมีสุขได้เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน