
ใครอย่าขวาง "บิ๊กตู่" ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
"วันนี้ที่เราสนับสนุนรัฐบาลเพราะรัฐบาลกำลัง ทำงานเรื่องการปฏิรูป ภารกิจที่จะปฏิรูปประเทศ ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ตรงใจเราอย่างนี้เราหนุน ใครจะรู้ว่า หากวันหน้าเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลทำดี เราก็หนุนอีก"
โดย...ธนพล บางยี่ขัน,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
สปอตไลต์การเมืองส่องมายัง สุเทพ เทือกสุบรรณ ทันที หลังลาสิกขาบทกลับมาลุยงานการเมืองภาคประชาชน
ผ่าน “มูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” พร้อมปัดฝุ่นวาทกรรม “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” กลับมาใช้ใหม่อีกรอบ
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกลับมาของอดีตแกนนำ กปปส.ครั้งนี้ เป็นการฟื้นมวลชนออกมาทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์ คสช. บ้างก็ว่าเป็นแผนต่ออายุ คสช. บ้างก็ว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ 2 ขา กปปส.-ปชป. ที่ “แยกกันเดินร่วมกันตี”
สุเทพ เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ว่า มูลนิธิ ไม่เกี่ยวข้องหรือเอื้อประโยชน์กับพรรคการเมืองใดทั้งสิ้นแต่ทำงานเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรือผลประโยชน์ทางการเมือง
“บอกเลยว่าคนเป็นนักการเมืองอยู่พรรคไหนก็ได้ จะสมัครเข้ามาเป็นเจ้าของมูลนิธินี้รับทั้งนั้น อย่างเพื่อไทย หากคุณภูมิธรรม คุณจาตุรนต์ ที่รู้จักกันบอกพี่เทพมาอยู่ตรงนี้ แล้วจะมาอยู่ด้วยกัน มาช่วยกันก็ดี ทำเสร็จแล้วจะกลับไปเพื่อไทย ผมดีใจซะอีกที่คุณจะรับความคิดนี้ไปทำ มาได้หมดถ้ามีอุดมการณ์เดียวกับเรา มีความตั้งใจทำเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินมาได้หมด”
เรื่องที่เห็นว่าต้องปฏิรูปเรื่องแรกปฏิรูปการเมือง ต้องนำไปสู่ประชาธิปไตยบริสุทธิ์สมบูรณ์ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนว่า พรรคการเมือง ต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่ว่ากลุ่มทุน หรือครอบครัวใดเป็นเจ้าของอย่างที่เห็นเหมือนที่ผ่านมา
สำหรับการปฏิรูปการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นองค์กรอิสระ และประเมินแล้วว่าที่ผ่านมา ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ มี กกต.หลายปีไม่สามารถจับคนซื้อเสียงได้เลยด้วยตัวเอง ทั้งที่รู้กันทั้งเมืองมีคนซื้อเสียง แต่ กกต.ไม่รู้ กกต.ทำตัวเหมือนศาลพระภูมิ คนไม่จุดธูปไม่ลงมา ที่ผ่านมาจับคนโกง ยุบพรรค มาจากคนอื่นชงให้ทั้งสิ้น กกต.ไม่เคยสืบสวนสอบสวนเอง
“ขอแสดงความกังวลเล็กๆ เพราะยังไม่เห็นรัฐธรรมนูญ ที่เขียนจะเป็นอย่างไร แต่จากที่ฟังมา ไม่สบายใจเพราะแทนที่จะเถียงว่าทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เขากลับเถียงวิธีเลือกตั้งแบบเยอรมันกับฝรั่งเศส ซึ่งคิดว่าน่าจะไม่ใช่ปฏิรูป แทนที่คิดว่ามีตัวแทนจากประชาชนอย่างบริสุทธิ์ มาตามเจตนารมณ์ประชาชนจริงๆ กลับไปเถียง ว่าจำนวน สส.ปาร์ตี้ลิสต์มีเท่าไหร่ ซึ่งไม่ตรงจุด”
ประเด็นที่มา สว.ต้องมีที่มาแตกต่างจาก สส.อาจเป็นตัวแทนกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง เช่น ข้าราชการ พลเรือน แพทย์ สื่อ ต้องคัดกรองจริงๆ ไม่ฝักใฝ่พรรคการเมือง เป็นกลาง ให้คนในวิชาชีพคัดเลือก ไม่มีประโยชน์เลยให้ สว.มาจากการเลือกตั้งเหมือน สส. เพราะที่สุดไม่ทำให้เห็นว่า สส.และ สว.แตกต่างกันตรงไหน ที่เลวร้ายคือ สว.อาจไปพึ่ง สส.ช่วยหาเสียงหรือซื้อคะแนนเสียงให้
เรื่องปฏิรูปตำรวจ อย่างไรก็ต้องทำ แม้จะยังไม่เห็นความชัดเจน แต่เชื่อว่าหากจะขยับจริง 7 วันก็เสร็จ วันนี้เขามีอำนาจพิเศษ สิ่งที่ สปช. สนช. ทำมาแล้วเถียงกันมาตั้งปีไม่เสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะทำ 3 คืนจบก็ได้ หรือเรื่องกระบวนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นต้องปรับปรุงข้อกฎหมาย ให้คดีไม่มีอายุความ หรือการทำงานของ ป.ป.ช.ที่งานล้นมือแค่อ่านสำนวนอย่างเดียวก็จะหมดเวลาแล้ว ต้องปรับปรุง ไม่งั้นคนร้ายก็ไม่กลัว กรรมตามช้าไปหน่อย หรือการศึกษาเรื่องกระจายอำนาจเรื่องเหล่านี้ต้องเร่งเดินหน้า
ส่วนเสียงวิจารณ์ว่า สุเทพ สึกออกมาเพื่อช่วยต่ออายุรัฐบาล คสช. นั้นเจ้าตัวชี้แจงว่า คนมีความคิดได้ต่างๆ นานา พระเค้าเรียกว่า นานาจิตตัง เราจะไปห้ามความคิดคนไม่ได้ แต่เราเชื่อว่าถ้าคนได้ดูเราไปนานๆ คนก็จะเข้าใจเรามากกว่านี้ เรามีความตั้งใจดีปรารถนาดีกับประเทศไทย ประชาชนโดยส่วนรวม
“วันนี้ที่เราสนับสนุนรัฐบาลเพราะรัฐบาลกำลังทำงานเรื่องการปฏิรูป ภารกิจที่จะปฏิรูปประเทศ ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ตรงใจเราอย่างนี้เราหนุน ใครจะรู้ว่า หากวันหน้าเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลทำดี เราก็หนุนอีก แต่ถ้ารัฐบาลทำไม่ดีเราก็สงวนสิทธิในฐานะประชาชน ที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปแต่เราจะระมัดระวังว่า เราจะไม่ใช่ฝ่ายที่จะทำให้เกิดปัญหา ย้ำอีกที ว่ามูลนิธิ นี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของใคร ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใครเราตั้งใจจะทำงานเพื่อบ้านเมือง ขอให้ดูเราไปอย่าพึ่งรีบตัดสินใจ”
ถามย้ำว่าหากการปฏิรูปยังไม่สำเร็จเลือกตั้งช้าออกไป สุเทพ กล่าวตอบว่า อ่านหนังสือยังไม่จบเล่มเลย รีบสรุปแล้ว เราเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศไทยให้เสร็จก่อนเลือกตั้ง การที่จะทำให้เสร็จก็แล้วแต่ความสามารถ ความตั้งใจของคน ผมกับเพื่อน 5-6 คน อาจจะเขียนรัฐธรรมนูญให้เสร็จ ภายในหนึ่งสัปดาห์ได้ บรรลุเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศอย่างที่ต้องการ แต่ครั้งนี้มีกันหลายฝ่าย มีแม่น้ำหลายสาย ก็ไม่เป็นไร จากเจ็ดวันจะเป็นเจ็ดสิบวันก็ได้ เป็นเท่าไรก็ได้แล้วแต่คุณ ผมไม่ได้พูดตรงไหนเลยว่าต้องขยายเวลาหรือจำกัด
“ผมพูดความจริงว่า เมื่อตอนที่มวลมหาประชาชนออกมาเคลื่อนไหวให้มีการปฏิรูปประเทศในปี 2556-2557 เราไม่ได้คิดว่าต้องใช้เวลาเท่านั้นเท่านี้พวกผมเคยพูดไว้อย่างนี้ วันนี้ก็ต้องยืนยันตามนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าผมจะมาเที่ยวเปลี่ยนแปลงกติกาของใคร หรือขยายเวลา หรือหดเวลาให้สั้น หรือยืดเวลาให้ยาวไม่ได้พูดอะไรเลยผมเอาเสร็จเป็นสำคัญ เราถึงวิงวอนขอความกรุณา อย่าสรุปหรือพูดแทนเราในสิ่งที่เราไม่ได้พูดหรือคิดแทนเราในสิ่งที่เราไม่ได้คิด เพราะหากถึงเวลาแล้วไม่เสร็จก็ต้องมาว่ากัน”
ถามว่าหาก คสช.ปฏิรูปเสร็จแต่ออกมาไม่ตรงกับที่มูลนิธิ ต้องการจะทำอย่างไร ประธานมูลนิธิ กล่าวว่า เขายังห่อไม่เสร็จ ยังไม่ได้ห่อ หากห่อมาเรียบร้อย แล้วเรามาแกะออกดูเนื้อหา วันนั้นค่อยมาวิจารณ์ ตอนนี้ยังไม่รู้มันอาจจะถูกใจก็ได้ เราก็เป็นประชาชน ก็รอดูตอนนั้น พวกเรายังไม่ได้ลงไปในรายละเอียด พูดในหลักการเพราะบางเรื่องเขายังทำไม่เสร็จแต่ดูให้เขาทำเสร็จก่อน
“เราเคารพในภาระหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ก้าวก่าย เอาว่าผมตั้งแต่เป็นพระจนสึกมาถึงวันนี้ ไม่เคยพูดกับ พล.อ.ประยุทธ์ หรือคนของ คสช. คนของมวลมหาประชาชนก็ไม่ได้เข้าไปทำ เพียงแต่เรามีความคิดเห็นอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ตอนเป็นพระไปพบประชาชนมีคนไปทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ก็บอกว่าต้องเป็นกำลังใจ สนับสนุนการทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศจะรับผิดชอบการปฏิรูปประเทศไทยตามเจตนารมณ์
ใครจะมาขัดขวางมาต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ให้ปฏิรูป ไม่ได้ เราต้องช่วย และโดยส่วนตัวรู้จัก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนรักชาติรักแผ่นดินรักประชาชนซื่อสัตย์สุจริตไว้ใจได้ ที่พูดจาไปนี่ โดยที่เขาไม่ต้องมาขอความช่วยเหลือ และเราไม่ได้ไปบอกเขาด้วย หรือตอนที่เป็นพระไปพูดกับประชาชน ก็คงไม่ได้ยินและหากตอนนี้ได้ยินก็ไม่ได้หวังตำแหน่ง เราทำหน้าที่ของเรา พล.อ.ประยุทธ์ ต้องทำหน้าที่ของเขาไป”
“สิ่งที่ต้องสื่อถึงประชาชนคือ ประเทศไทย วันนี้อยู่ในสถานการณ์พิเศษ อย่าไปฟังหรือเคลิบเคลิ้มไปตามกระแสตะวันตกที่เอะอะอะไรก็ต้องประชาธิปไตย วันนี้ถ้าประชาธิปไตยบ้านเรามันดีจริง ก็ไม่ต้องมี คสช. เมื่อมี คสช.แล้วก็ต้องยอมรับอำนาจพิเศษ ให้ใช้อำนาจพิเศษแก้ปัญหาบ้านเมือง ตอนนี้ก็ยืนยันสนับสนุนตามที่เห็นว่าเขายังเดินไปในทิศทางนี้ว่าต้องการปฏิรูปประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองมั่นคงของประเทศไทยอย่างนี้หนุนสุดตัว หากเข้าเปลี่ยนทิศทางก็ว่ากันใหม่”
อีกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามูลนิธิ นี้เป็นอีกขาหนึ่งของประชาธิปัตย์ที่แยกออกมาเคลื่อนไหวนั้น สุเทพ ชี้แจงว่า ประชาชนมีสิทธิคิดไปได้แต่ขอให้ดูนานๆ ที่แล้วมาเราระแวงทุกคนทุกฝ่าย ไม่เป็นไร สงสัยได้ แต่ค่อยดูไป สงสัยแล้วเขียนติดกระดานไว้ ให้คะแนนว่าใช่หรือเปล่า ที่สงสัยถูกหรือเปล่า ตอนนี้อดีต สส.ประชาธิปัตย์ที่ลาออกมาอยู่กับ กปปส.ก็มีแค่สิบกว่าคนจาก สส.ร้อยกว่าคน ซึ่งไม่ได้บังคับ และหากวันหนึ่งเขาจะกลับไปพรรคประชาธิปัตย์กันหมด มูลนิธิ ก็อยู่ได้ เราแค่มาช่วยบริหารจัดการเท่านั้น
“สำหรับตัวผมแน่นอน ไม่กลับประชาธิปัตย์และจะเห็นว่า บางความคิดที่ผมพูดจะไม่ตรงกับที่ประชาธิปัตย์คิด หรือที่ประชาธิปัตย์พูด แต่ก็จะไม่ลงรายละเอียดไม่เช่นนั้นก็จะมองว่าผมขัดแย้งกับประชาธิปัตย์อีก มีคนพูดไปอีกทางว่าพูดเพราะขัดแย้งกับประชาธิปัตย์ เปล่าไม่ได้ขัดแย้งกับ กก.บห. หัวหน้าพรรค หรืออดีต สส. ไม่มีความขัดแย้ง ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์”สุเทพ กล่าว
เปิดเบื้องหลังเหตุผล บวช-สึก
กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งจังหวะบวชและสึกที่ปุ๊บปั๊บจนมีเสียงวิเคราะห์และตีความไปต่างๆ นานา นับตั้งแต่ “กำนันสุเทพ” ตัดสินใจหันหน้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แบบกะทันหัน สุเทพ ชี้แจงว่า การเคลื่อนไหวของ กปปส. มีคนที่ออกมาร่วมต่อสู้บาดเจ็บเกือบพันคน บางคนเสียแขน ขา ตาบอด บางคนช่วยตัวเองไม่ได้ จนถึงทุกวันนี้ต้องตั้งเงินเดือน ช่วยเหลือ และมีผู้เสียชีวิต 24 คน น้องๆ หลายคนเวลานั้นคิดว่าจะไปบวชเพื่ออุทิศกุศลให้กับผู้ที่เสียเลือดเสียเนื้อวีรชนทั้งหลายตั้งแต่ยังสู้ไม่จบ ส่วนตัวนั่งฟังไม่กล้าพูด เพราะถ้าพูดจะกลายเป็นว่าคิดแพ้แล้วหรืออย่างไร มันมีผลเยอะเลย ต้องเงียบ
“หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ผมก็รีบสะสาง ดูแลคนเจ็บ ผู้เสียชีวิต เด็กที่กำพร้าเอาเงินเข้าบัญชีคนละ 2 ล้านบาท ให้เขาเอาดอกผลไปเรียนหนังสือ ทำเสร็จก็บวชเลย คนอื่นทยอยตามไปบวช บวชนานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ไม่ได้นัดหมายแล้วแต่ความพร้อมของแต่ละคน บางคนบวช 1 เดือน บางคนบวชปีกว่า แต่สิ่งที่บวชผลพลอยได้ก็คือ แกนนำ ขบวน กปปส. เลี้ยวเข้าวัดไปด้วย แทนที่จะไปเดินให้เป็นที่หมั่นไส้ ก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวกลายเป็นที่ปฏิบัติธรรม วันหนึ่งเป็นร้อย บางวันเป็นพัน เขาไม่มาบางครั้งผมก็ไปหาเขา บางงานเป็นหมื่น ทำให้บ้านเมืองเย็นลงระยะหนึ่ง”
สุเทพ อธิบาย สำหรับช่วงเวลาของการลาสิกขาก็ไม่ได้มีอะไรแค่ได้ทำภารกิจตามที่ได้ตั้งใจเรียบร้อยคือ การตั้งโครงการบรรพชาอุปสมบท เพื่อปฏิบัติธรรมถวายเป็นพระราชกุศล 9 รุ่น และรอรุ่นที่ 9 เสร็จ ซึ่งเป็นรุ่นสำคัญ เพราะรุ่นก่อนบวชรุ่นละเดือน แต่รุ่นที่ 9 บวชเพื่อจำพรรษา 3 เดือน จึงได้รอบวชรุ่นนี้เสร็จแล้วค่อยลาสิกขา เป็นจังหวะตามนั้นไม่ได้นัดหมายกับใคร ไม่มีใครมานัดหมายกับเรา ส่วนที่หนึ่งที่ต้องสึกเพราะมีงานมูลนิธิฯ ที่ต้องทำแต่ตอนบวชขับเคลื่อนไม่ได้เต็มที่
“ผมไปบวชต้้งแต่ก่อนที่เขาจะประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไปบวชตั้งแต่ก่อนเขาตั้ง สปช. สนช. ผมไม่ได้บวชเพราะผิดหวังไม่ได้รับตำแหน่ง ไม่ได้เพราะต่อรองตำแหน่งให้พรรคพวกไม่ได้ ไม่เกี่ยว แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้ต้องการยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่ได้ต้องการอะไร” ส่วนที่มีข่าวว่าสึกออกมาเพื่อช่วย พล.อ.ประยุทธ์ นั้น สุเทพ ชี้แจงว่า “จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้เซย์ฮัลโหลกัน ทุกวันนี้ไม่รู้สุขสบายดีหรือไม่ ได้ยินแต่ที่ท่านพูดจาปรามผมมาทางสื่อมวลชนว่าต้องอยู่ในกฎหมายน่ะได้ยินแล้ว (หัวเราะ)”
สุเทพ เล่าต่อว่า ไม่ได้เป็นตามข่าวที่บอกว่ามีทหารจี้ให้ไปบวช แต่ที่ไปบวชแล้วไม่ได้บอกใครเลย ทั้งเพื่อนฝูง ลูก เมีย ญาติ พี่น้อง เพราะคิดว่าถ้าผมถือดอกไม้ธูปเทียนไปลานายชวน หลีกภัย แล้วเกิดไม่ได้ไปลานายบัญญัติ บรรทัดฐาน หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่ได้ อย่างนี้ต้องลาทั้งพรรค ต้องลาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มาช่วยผมบนเวที ทั้งหมดซึ่งทำไม่ได้ หรือหากประกาศล่วงหน้าว่าจะไปบวชวันนั้นวันนี้ แทนที่จะได้หาความสงบก็จะกลายเป็นพาความอึกทึกเข้าวัด
“ตอนสึกออกมาก็ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งต่างๆ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลแห่งชาติ กปปส. และมูลนิธิฯ เราไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลแห่งชาติ อยากให้เป็นรัฐบาล คสช. ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ รัฐบาลแห่งชาติจะไปเอามาจากไหน จากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย หากพรรคเก่งจริง จะต้องมี คสช.ทำไม เพราะฉะนั้นจุดยืนของเราไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลแห่งชาติ อยากเห็นรัฐบาลพิเศษใช้อำนาจพิเศษ และแก้ปัญหาประเทศ หรือนักการเมืองคนไหนไปวิ่งเต้นเอาตำแหน่งในรัฐบาลนี้ก็น่าละอาย ใจ เก่งจริงก็พาชาติให้รอด ก็ไม่ต้องมีวันนี้ คสช.ไม่ต้องปฏิวัติ พวกนักการเมืองรู้จักอายบ้าง ตอบแทนได้เลย กปปส.ไม่มีใครเป็นใคร เป็นผมจะไล่ออก”
มูลนิธิกปปส. การศึกษาอาชีพคู่ขนานธรรมะ
นับว่าอยู่ในความสนใจจากหลายฝ่ายและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากอดีตพระสุเทพได้ลาสิกขาบทกลับสู่ทางโลก เพื่อเดินหน้าเจตนารมณ์มูลนิธิ “มวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย”
“พวกเรามวลมหาประชาชนต้องการให้บ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลง หลุดพ้นจากวงจรเลวร้ายที่ทำให้บ้านเมืองไม่สามารถพัฒนาไปได้ จนเกิดปัญหากระทบกระเทือนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เรียกได้ว่าวิกฤต ดังนั้นความคิดของเรา คือ ต้องปฏิรูปประเทศไทย และต้องทำโดยเร็ว ทำทันที” คำยืนยันจากอดีตพระกำนัน
กำนันสุเทพ เท้าความเป็นมาของมูลนิธิ เกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมเสร็จสิ้น เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าบริหารประเทศ และแกนนำส่วนใหญ่ต่างไปบวช อาทิ อิสสระ สมชัย, วิทยา แก้วภราดัย, ชินวรณ์ บุณยเกียรติ เพื่อพามวลชนเข้าวัดสงบจิตใจ เมื่อเห็นว่าบรรยากาศประเทศสงบ จึงรวมตัวจัดตั้งมูลนิธิพร้อมจดทะเบียนเรียบร้อย ซึ่งหากฟังจากชื่อมีเป้าหมายทิศทางชัดเจนของการทำงาน คือ ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนอย่างแท้จริง
“ขณะที่บวชเป็นพระและอยู่ในฐานะที่เป็นประธานมูลนิธิดำเนินการไม่สะดวก แต่เมื่อสึกออกมาแถลงข่าวชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ ว่ามูลนิธิจะผลักดันเดินหน้าให้มีการปฏิรูป และไม่ให้เป็นภาระของรัฐบาลฝ่ายเดียว แต่จะรณรงค์ให้ประชาชนทุกฝ่ายร่วมมือปฏิรูปให้เสร็จโดยเร็ว”
สุเทพ บอกว่า อะไรที่ลงมือทำได้ด้วยตัวเองก็จะทำ เช่น ปฏิรูปการศึกษา ซึ่งบังเอิญเห็นพ้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อีกทั้งมูลนิธิมีแนวคิดในการผลิตบุคลากรด้านอาชีวะออกมาให้เป็นบุคลากรสำคัญและมีคุณค่าต่อการปฏิรูปประเทศ จึงเป็นที่มาให้เกิดวิทยาลัยอาชีวศึกษาต้นแบบที่เกาะสมุย ภายใต้ชื่อ “วิทยาลัยศึกษาภาวนาโพธิคุณ”
ลุงกำนัน การันตีว่า จะเปิดการเรียนการสอนในระดับ ปวช. ปวส. โดยเป็นนักเรียนทุนหมด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กติกาของวิทยาลัย คือ เอาจริงเอาจังเรื่องธรรมะ เน้นเรื่องไหว้พระ สวดมนต์ ฝึกสมาธิ แผ่เมตตา พร้อมยอมรับว่า แนวคิดดังกล่าวจุดเริ่มจริงมาจากท่านเจ้าคุณพระภาวนาโพธิคุณ เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดสวนโมกข์ ซึ่งคิดสร้างโรงเรียนในฝัน คือ เด็กมีความรู้ วิชาการ วิชาชีพ และมีคุณภาพ โดยจะให้ได้รับการฝึกฝนอบรมธรรมะเป็นอย่างดีและมีคุณธรรม เพื่อผลิตเด็กมีคุณภาพคู่คุณธรรมรับใช้สังคม
“เวลากลางวันของทุกวันมีชั่วโมงธรรมะ และเมื่อโรงเรียนปิดก็ต้องเข้าคอร์ส ‘อานาปานสติภาวนา’ พิเศษ เพื่อเป้าหมายให้เด็กทุกคนต้องได้รับการฝึกฝน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าสำรวมอินทรีย์ เพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสามารถทำได้ ก็สามารถควบคุมไม่ให้กิเลสครอบงำ และชีวิตก็เป็นไปในทางที่ดี”
ประการที่สอง นักเรียนต้องได้รับการฝึกฝนเรื่องประมาณตน ใช้ชีวิตแบบพอเหมาะพอควร พอเพียง เหมาะสม กินอยู่ครองชีวิตพอประมาณตน ถ้าภาษาพระ คือ โภชเนมัตตัญญุตา แปลว่า รู้จักประมาณในการกิน เป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมาจากหลักธรรมะของพระพุทธเจ้า
ส่วนเรื่องการเปิดสอนนั้น สุเทพ ระบุว่า จะเริ่มในปีการศึกษาหน้า เป็น 3 ห้องเรียนในแต่ละชั้น โดยจะทำงานร่วมกันระหว่างมูลนิธิกับคณะสงฆ์ พร้อมยืนยันว่า โรงเรียนดังกล่าวสังกัดภายใต้กฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีชินวรณ์เป็นผู้อำนวยการคนแรก ซึ่งได้ซื้อที่ดินเกาะสมุย 40 กว่าไร่ ใช้เป็นที่ก่อตั้งสถานศึกษา และใครอยากจะเข้ามามีส่วนร่วม เช่น สร้างห้องสมุด หรือห้องคอมพิวเตอร์ เชิญได้เลย ส่วนการก่อสร้าง ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเริ่มต้นเขียนแบบ ไม่เน้นหรูหรา ฟุ่มเฟือย เอาประหยัด แบบพระ
สุเทพ ยังบอกด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่นว่า เมื่อลงมือทำอาชีวะเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ก็จะเชิญองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล ที่มีอยู่ทั้งหมดมาดูงาน รวมถึงมูลนิธิอื่นที่มีกำลังเข้มแข็งกว่าเข้ามาช่วยกันทำ และหากรัฐบาลเห็นแล้วอยากทำก็ยินดี นอกจากนี้ยังมีแนวคิดขยายลงมาเป็นระดับมัธยม ประถม อนุบาล คือ จะปลูกฝังตั้งแต่เล็กๆ
“เราจะจับมือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมูลนิธิต่างๆ โดยเน้นเด็กในพื้นที่เกาะสมุยก่อน เพราะทำง่าย หากเอาเด็กที่อื่นมา ต้องมีหอพักอีกลำบาก พอทำได้ ค่อยมาคุยกับ อาทิ อบจ.นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หรือจังหวัดไหนที่พร้อมก็ทำไป นี่เรียกว่าต้นแบบ เรียนรู้ ดูกัน ช่วยกันปรับ เพราะเราเห็นว่าการปฏิรูปศึกษา สำคัญต้องเอาเด็กมีคุณภาพออกมารับใช้สังคมให้ได้ แล้วต้องเป็นคนมีคุณธรรมด้วย สังคมถึงจะอยู่ได้”
นอกจากนี้ เด็กที่เรียนจบ มีความรู้ดี ก็จะทำระบบเดียวกับเยอรมนี มีเรียนคอมพิวเตอร์ บัญชี เลขานุการ การโรงแรม เอาภาคเอกชนร่วมด้วย เรียนเสร็จมีการฝึกงานกับสถานประกอบการจริงๆ เด็กบางส่วนก็จะเป็นเด็กทุนของสถานที่ประกอบการเหล่านี้ แล้วเด็กเมื่อมีการฝึกธรรมะอย่างดี ทำงานก็มีความสุข ภาคเอกชนสบายใจได้เด็กดี มีความซื่อสัตย์ ขยันหมั่นเพียร มีธรรมะ และคุณภาพทำงานซึ่งถือเป็นงานส่วนหนึ่ง
สุเทพ บอกว่า แต่งานอีกส่วน คือ มุ่งมั่นที่จะรณรงค์เพื่อให้คนไทยยึดถือปรัชญาพระราชทานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง โดยจะสร้างเป็นชุมชนต้นแบบขึ้น เอาคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวมาเป็นเกษตรกรแผนใหม่อินทรีย์ ปลูกผักปลอดสารพิษ ให้กับโรงแรมบนเกาะสมุย และค่อยรวมตัวเปิดเป็นสหกรณ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างติดต่อเพื่อขอเช่าที่ดินจำนวน 500 ไร่ สำหรับทำนา ปลูกผัก โดยเป็นชุมชนเดิมแต่มาพัฒนาปรับปรุงให้เป็นเศรษฐกิจพอเพียง
ซึ่งเลือกพื้นที่ในเกาะพะลวย ติดอยู่กับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง มีประชากร 200 ครอบครัว มีวัด โรงเรียน ประชาชนส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรและประมง รวมถึงท่องเที่ยว และได้ไปประชุมกับประชาชนเหล่านั้น ตั้งใจพัฒนาเป็นชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ไร้อบายมุข ยาเสพติด มีธรรมะเป็นหลักยึด
“เจ้าคุณพระภาวนาโพธิคุณได้นำคณะพวกผมไปคุยกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเดิมทีกระทรวงพลังงานเคยจะทำเกาะนี้ให้เป็นกรีนไอส์แลนด์ มีพลังงานบริสุทธิ์ โดยใช้โซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานใช้ในเกาะ ซึ่งเป็นขั้นทดลอง แต่นี่เราจะทำใหม่สมบูรณ์ ที่พูดมางานบางอย่างที่สามารถทำได้ด้วยมือประชาชน เห็นรูปธรรมชัดเจน ก็พยายามชักชวนประชาชนลงมาทำ ส่วนบางเรื่องต้องเรียกร้องรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกัน”
อีกด้านหนึ่งมูลนิธิยังจะตัดสินใจเข้าไปทำงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรณีสหภาพยุโรป (อียู) มากำหนดกฎเกณฑ์เรื่องประมงของประเทศไทย โดยกำหนดให้ต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งมันกระทบต่อผลประโยชน์ประเทศไทยอย่างมาก ก็จะตั้งทีมมาศึกษาเรื่องนี้
ทั้งนี้ จะต้องพิจารณาว่าสิ่งที่อียูมาบังคับให้ประเทศไทยทำใน 6 เดือนนั้นถูกต้องหรือเปล่า เพราะเราได้ข่าวว่าที่ทำกับประเทศอื่นให้เวลาตั้ง 2 ปี ส่วนที่อียูบอกว่าทำแล้วจะไม่กระทบกับประชาชน แต่ตอนนี้คนของเราเดือดร้อนนะ นี่เรายังไม่วิจารณ์ ตั้ังคณะทำงานขึ้นมาศึกษาก่อน
สอง ขณะนี้ไทยถูกจัดให้อยู่เทียร์ 3 เรื่องการค้ามนุษย์ ก็จะตั้งทีมมาศึกษาว่ายุติธรรมกับเราไหม ปฏิบัติกับประเทศอื่นอย่างนี้หรือเปล่า แกล้งเราหรือไม่ถ้าแกล้งเราก็จะไปบอกกับประชาชนอเมริกัน สื่อมวลชนอเมริกัน ผู้แทนอเมริกัน ว่าประเทศไทยกับอเมริกา คนไทยกับอเมริกา เป็นเพื่อนกันมานาน แต่รัฐบาลของคุณกำลังเข้าใจคนของเราผิด และชี้แจงข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างนี้อย่างนั้น
“นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องที่มีคนปั่นกระแสว่า เราเป็นเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตย เราจะได้ไปอธิบายให้เขาฟังว่า สถานการณ์พิเศษเรากำลังปฏิรูปประเทศเรา ขอเวลา ตัดสินใจทำอะไรให้เรียบร้อย และเราก็จะเดินคู่ขนานไปกับคนอื่นๆ ในแนวทางประชาธิปไตยเนี่ยแหละ”
สุเทพ ชี้แจงรูปแบบการทำงานว่า จะมีทีมทำงานด้านการต่างประเทศโดยเฉพาะ โดยมี กษิต ภิรมย์ อดีต รมว.ต่างประเทศ มาเป็นหัวหน้าทีม และมีคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่หลายคนมาร่วมทำงาน
นี่เป็นภาพมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยที่จะเดินหน้าย้ำอีกทีว่า มูลนิธินี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของใคร ไมใช่คู่ขัดแย้งกับใคร เราตั้งใจจะทำงานเพื่อบ้านเมือง เราไม่ได้ทำงานเพื่อตำแหน่ง หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองใดๆ แต่ทำเพื่อบ้านเมือง ยึดผลประโยชน์ของประเทศไทย และประชาชนไทยเป็นที่ตั้ง







