
ปูดคสช.เสนอแก้ที่มาสภาสูง
ถวิลวดีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมึนข้อเสนอรื้อที่มา สว.สรรหาทั้งหมด
ถวิลวดีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมึนข้อเสนอรื้อที่มา สว.สรรหาทั้งหมด
นางถวิลวดี บุรีกุล กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า กมธ.ยกร่างฯ มีหลักการต้องการให้วุฒิสภา (สว.) เป็นสภาพหุนิยมคือมีความหลากหลาย อีกทั้งคณะกรรมการสรรหาก็มีมาหลายกลุ่มไม่ได้รู้ว่าเป็นใครบ้าง ตรงนี้ก็ช่วยสกัด สว.ที่มาจากการล็อบบี้ได้ แต่หากให้ สว.มาจากการสรรหาทั้งหมด คนที่ได้เข้ามาก็จะเป็นคนกลุ่มเดิมๆ
“หาก กมธ.ยกร่างฯ ยอมเปลี่ยนให้ สว.เป็นแบบสรรหาทั้งหมด ถามว่าแล้วจะให้ใครมาเป็นกรรมการสรรหาที่สังคมยอมรับได้” นางถวิลวดี กล่าว
แหล่งข่าวจาก กมธ.ยกร่างฯ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาคณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้สอบถามความเห็นเป็นการภายใน พบว่าเสียงส่วนใหญ่อึดอัดกับการที่มีบุคคลอ้างถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการเปลี่ยนที่มา สว.ไปเป็น สว.สรรหาทั้งหมด เพราะ คสช.ไม่ได้มีหนังสือขอแก้ไขเข้ามาอย่างเป็นทางการ ทั้งๆ ที่การเสนอขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอให้ที่มา สว.มาจากสรรหาและเลือกตั้ง
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมระบุไว้ว่า การเสนอประเด็นคำถามของ สปช.เพื่อนำไปทำประชามติให้กระทำภายในวันเดียวกันกับวันที่ สปช. มีมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ การที่มี สปช.บางคนออกมาให้ข่าวว่า สปช.จะมีการหาข้อสรุปร่วมกันก่อนว่าจะเห็นควรให้มีการตั้งคำถามหรือไม่ก่อนในช่วงวันที่ 17-21 ส.ค.นี้ อาจจะกระทำการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะในความเห็นส่วนตัว ถ้าพูดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวกระบวนการทุกอย่างของการตั้งประเด็นคำถามเพื่อไปทำประชามติควรทำในวันเดียว นั่นคือในวันที่ 7 ก.ย. หรือภายหลังจากที่ สปช.ลงมติร่างรัฐธรรมนูญแล้ว
“ถ้ามติออกมาไม่เห็นด้วยให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านญัตติขอเสนอประเด็นให้มีการปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนเลือกตั้งก็ต้องตกไป แต่ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านญัตติของผมก็จะเป็น 1 ประเด็นให้สมาชิกตัดสินใจร่วมกับญัตติอื่น หากมี สปช.เสนอเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งญัตติที่ผมกับเพื่อนสมาชิกได้เสนอนั้นไม่ได้มีเจตนาชี้นำสังคมแต่อย่างใด เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมาใช้สิทธิตัดสินใจร่วมกันเท่านั้น” นายไพบูลย์ กล่าว
นายเจษฎ์ โทณะวณิก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ปฏิรูปเป็นเวลา 2 ปี ก่อนการเลือกตั้ง เพราะหากยืดเวลาออกไป จะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าการปฏิรูปที่ผ่านมาไม่มีประสิทธิภาพจริง ดังนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจ คือ การส่งไม้ต่อการปฏิรูปผ่านสภาขับเคลื่อนฯ ไปยังกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปประเทศในระยะยาวมากกว่า







