
มาถูกทาง?
หนึ่งในปัญหาที่เหมือนๆ กันของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมไปถึงประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียนั้นก็คือ การที่เศรษฐกิจยังพึ่งพาและผูกติดอยู่กับตลาดส่งออกหลักๆ อยู่ ซึ่งเมื่อไหร่ที่เกิดภาวะปั่นป่วนขึ้นกับตลาดโลก ประเทศเหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องอย่างรุนแรง
หนึ่งในปัญหาที่เหมือนๆ กันของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมไปถึงประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียนั้นก็คือ การที่เศรษฐกิจยังพึ่งพาและผูกติดอยู่กับตลาดส่งออกหลักๆ อยู่ ซึ่งเมื่อไหร่ที่เกิดภาวะปั่นป่วนขึ้นกับตลาดโลก ประเทศเหล่านี้ก็จะได้รับผลกระทบต่อเนื่องอย่างรุนแรง
และที่สำคัญ โมเดลทางเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ยังไม่มีแนวโน้มการปรับเปลี่ยนเพื่อพึ่งตลาดภายในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศต่างๆ ในอาเซียนนี่ล่ะครับ
หลายประเทศในอาเซียน ยกเว้นประเทศรวยน้ำมันอย่างบรูไนและสิงคโปร์ ที่ภาคการเงินเป็นเสาหลักของประเทศนั้น ส่วนใหญ่ก็มีโมเดลทางเศรษฐกิจที่คล้ายๆ กัน คือ พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ปริมาณนำเข้าก็สูงด้วยเช่นกัน เป็นแหล่งลงทุนที่ต้องง้อการลงทุนจากต่างชาติเพื่อกระตุ้นการจ้างงานของประเทศ เป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยภาคเกษตรกรรม แต่มี
ความพยายามแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่จะพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม ขณะที่ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นแหล่งระดมทุนอย่างแท้จริง แต่กลับกลายเป็นแหล่งแสวงหาผลกำไรระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืนมากกว่า
ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2009 นั้น ประะเทศในอาเซียนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะซบเซาทั่วโลกที่เกิดขึ้น การส่งออกดิ่งเหว กระทบต่อแรงงานในประเทศ ขณะที่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในนั้นก็ต้องพึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐที่ส่วนใหญ่จะต้อง “กู้เงิน” จากต่างประเทศทั้งสิ้น
ขณะที่การกระตุ้นแรงซื้อภายในประเทศนั้น ส่วนใหญก็เป็นการกระตุ้นผ่านการให้ผู้บริโภคเป็นหนี้ ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของประเทศในแถบอาเซียนนั้น ดูน่ากลัวทั้งสิ้นครับ ไม่ว่าจะไทยหรือมาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งเป็นที่จับตาของต่างชาติกันทีเดียว
หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 นั้น จีนได้ไหวตัวทันและเริ่มเห็นถึงความไม่ยั่งยืนทางเศรษฐกิจ จนนำมาสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ที่ลดการพึ่งพาการส่งออก และหันมากระตุ้นแรงบริโภคจากภายในเอง พร้อมกับเร่งแก้ปัญหาภายในต่างๆทั้งคอร์รัปชั่นและปัญหามลพิษ รวมไปถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท
นับว่าเป็นงานหินที่บรรดาผู้นำจีนยอมรับว่าอาจจะต้องใช้เวลานานทีเดียว แต่จีนก็ยังมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาและการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว
ถือเป็นคำถามสำคัญสำหรับประเทศในอาเซียนรวมถึงไทยแลนด์แดนแค่นยิ้มนี่ด้วยครับ ว่าเราเดินมาถูกทางหรือยัง และถึงเวลาที่จะต้องเร่งปฏิรูป ปรับเปลี่ยนรูปแบบของตัวเองแล้วหรือยังด้วยเช่นกันครับ







