
กูรูชี้ไทยขาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
แม้รัฐบาลไทยปัจจุบันมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาปัญหาคอร์รัปชั่น การปราบปรามยาเสพติด และเน้นย้ำถึงความสงบสุขของบ้านเมือง อย่างไรก็ตามสื่อต่างชาติมองว่าไทยยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและขาดแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ
แม้รัฐบาลไทยปัจจุบันมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาปัญหาคอร์รัปชั่น การปราบปรามยาเสพติด และเน้นย้ำถึงความสงบสุขของบ้านเมือง อย่างไรก็ตามสื่อต่างชาติมองว่าไทยยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุดและขาดแผนการพัฒนาเศรษฐกิจ
วิลเลียม เปเซก นักคอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์ก ผู้คร่ำหวอดในวงการเศรษฐกิจเอเชีย เปิดเผยว่า หลังการรัฐประหารของไทยเมื่อเดือน พ.ค. 2014 สภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในบรรดาสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ขยายตัวต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ
ในปี 2015 การส่งออกของไทยปรับตัวลดลง 4% ในขณะที่ตลาดหุ้นของไทยประสบกับภาวะเงินทุนไหลออกมากที่สุดในเอเชียและค่าเงินอ่อนตัวลง 7% ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา และหนี้ครัวเรือนจากธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียวในไตรมาสแรกปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.2% ซึ่งทั้งหมดเป็นสัญญาณเตือนว่าไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ประเทศไทยที่เคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการผลิตมายาวนานกำลังประสบภาวะซบเซา ผลผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงทุกเดือนตั้งแต่เดือน มี.ค. 2013 ขณะที่การส่งออกของไทยปรับตัวลดลงทุกเดือนในปี 2015
เปเซก ระบุต่อไปว่า ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้คือ การขาดแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ชัดเจน อีกทั้งมุ่งจัดการปัญหาเล็กๆ ทั่วไปอย่างการจำกัดการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใกล้โรงเรียน จนละเลยปัญหาใหญ่ซึ่งเป็นภาพรวมของทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม เปเซก ระบุถึงประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรีของไทยว่า เป็นแนวทางที่ดี เนื่องจากคณะรัฐมนตรีที่เป็นทหารในปัจจุบันอาจขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ระบุว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปเพราะกระแส
ความกดดันจากสังคม
ทั้งนี้ นักคอลัมนิสต์ของบลูมเบิร์กแสดงทัศนะ 2 ประการในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย ไว้ดังนี้
ประการแรก ไทยควรผลักดันโครงการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทอย่างเร่งด่วน โดยนอกจากจะเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการดึงดูดไม่ให้ผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันฟิลิปปินส์ได้ดำเนินการเจรจาให้บริษัทผลิตรถยนต์โตโยต้าและบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่อื่นๆ ย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยเป็นแล้ว
ประการที่สอง คือ การมีกรอบระยะเวลาแผนการกลับเข้าสู่ประชาธิปไตยที่ชัดเจน จะกลายเป็นก้าวแรกในการเรียกความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจคืนจากนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่เสร็จสิ้นดี
เปเซก ระบุทิ้งท้ายไว้ว่า ความไม่แน่นอนและสภาพเศรษฐกิจในตลอดระยะเวลาหลังรัฐประหาร ส่งผลให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติต่างสูญเสียความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวนี้จะยิ่งทำให้ปัญหาความยากจนในไทยย่ำแย่ลงไปอีก







