
จัดแถวปฏิรูปภาษี เลิกรีดภาษีบาปโปะกองทุน
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ประเด็นการใช้งบประมาณให้มีวินัยการเงินการคลัง สาระสำคัญคือให้ยกเลิกการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง (Earmarked Taxes) และให้องค์กรที่ได้รับภาษีดังกล่าวอยู่เดิมจะรับต่อไปได้อีก 4 ปี หลังจากนั้นต้องไปขอเงินจากงบประมาณปกติ
เรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกับ 3 องค์กรเป็นอย่างน้อย คือ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ที่มีรายได้จากเงินภาษีบาปของกรมสรรพสามิตที่เก็บเพิ่มเติมและส่งเข้ากองทุนโดยตรง
ปัจจุบัน สสส.ได้รับจัดสรรเงินภาษีบาป 2% จากกรมสรรพสามิตที่เก็บจากฐานภาษีสุรา เบียร์ และยาสูบ เป็นเงินที่ได้รับปีละประมาณ 3,500 ล้านบาท ขณะที่ไทยพีบีเอสได้รับเงินภาษีบาป 1.5% แต่กฎหมายกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ด้านกองทุนกีฬาน้องใหม่ล่าสุด ได้รับจัดสรรภาษีบาปในอัตรา 2% หากเทียบเคียงกับ สสส.ก็จะได้ปีละ 3,500 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าทั้ง 3 กองทุนจะได้รับจัดสรรเงินภาษีบาปรวมกันปีละถึง 9,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการเก็บภาษีนอกงบประมาณ เป็นการเก็บส่วนเพิ่มจากการเก็บภาษีที่เก็บปกติ เช่น การเก็บภาษีปกติได้ 100 บาท กรมสรรพสามิตจะต้องเก็บเพิ่มอีก 2 บาท ให้ สสส. อีก 1.5 บาท ให้ไทยพีบีเอส และอีก 2 บาท ให้กองทุนกีฬา โดยโอนเงินที่เก็บภาษีได้เข้ากองทุนโดยตรงทันที ซึ่งผิดหลักในแง่ของวินัยการเงินการคลัง ที่การใช้เงินของประเทศควรผ่านระบบงบประมาณโดยตรง ที่มีระบบการตรวจสอบการใช้เงินที่โปรงใสกว่า
เหตุผลดังกล่าว ทำให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการจัดระเบียบกองทุนต่างๆ ที่เก็บเงินภาษีนอกงบประมาณไปใช้ให้เข้ามาอยู่ในระบบงบประมาณปกติ หรือให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ต้องการใช้เงินก็ทำเรื่องมาขอตั้งงบประมาณว่าจะนำเงินไปทำอะไร เป็นจำนวนเท่าไร ส่งผลดีกว่าการได้เงินภาษีนอกงบประมาณแบบปัจจุบันที่เป็นปลายเปิดในส่วนของ สสส.และกองทุนกีฬาที่หากเก็บภาษีบาปได้มาก รัฐบาลก็ต้องจัดสรรเงินให้กับสองกองทุนนี้ได้มากไปด้วย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องการตัดตอนการตั้งองค์กรต่างๆ ขึ้นมาใหม่ และมาขอจัดสรรเงินจากเงินภาษีบาปกันไม่มีที่สิ้นสุด จนวินัยการเงินการคลังของประเทศเสียหาย เอาไม่อยู่ แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็เคยคิดแบบไวๆ ให้กระทรวงการคลังไปคิดหาทางนำเงินภาษีบาปมาตั้งกองทุนช่วยเหลือคนชรา ซึ่งกระทรวงการคลังยังแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมทั้งให้เหตุผลเชิงปฏิเสธว่า ไม่ควรตั้งกองทุนในลักษณะดังกล่าว เพราะขัดกับหลักวินัยการเงินการคลังของประเทศ
ขณะเดียวกันยังมีเรื่องความโปร่งใสและความคุ้มค่าของการใช้เงินภาษีขององค์กรต่างๆ ว่าถูกต้องเกิดประโยชน์จริงหรือไม่ ในกรณีของ สสส.จะเห็นได้ชัด เพราะได้รับเงินภาษีจัดสรรมาหลายปีตั้งแต่ปี 2547 ได้เงินภาษีปีละประมาณ 2,100 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นตามฐานการเก็บภาษีมากขึ้น จนปัจจุบันได้รับจัดสรรเงินนภาษีปีละประมาณ 3,500 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าอัตราผู้สูบบุรี่ยังคงเท่าเดิม คือประมาณ 20% และอัตราผู้ดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังเท่าเดิม ไม่ได้ลดลงจากที่มีอยู่ประมาณ 32%
การดำเนินงานของ สสส.ยังถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบว่ามีจุดบกพร่องหลายจุด เช่น ไม่มีการวัดผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ การพิจารณาเงินให้กับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ สสส.ยังมีความไม่เหมาะสม ไม่มีแผนงานระยะยาวและยังพบว่ามีการตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคนเดียวเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลายคณะ ตั้งแต่ 3-15 คณะ ทำให้ไม่น่าจะมีเวลาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
จุดอ่อนของการดำเนินงานของกองทุนกับการใช้เงินภาษีปีละหลายพันล้านบาท เป็นเหตุผลสำคัญทำให้รัฐบาลต้องปิดรูรั่ว ข้อเสนอของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร จึงสอดคล้องกับข้อเสนอของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ที่ผลักดันให้มีการยกเลิกการเก็บภาษีบาปให้กองทุนต่างๆ เพราะกองทุนเก่าก็เป็นภาระมากอยู่แล้ว กองทุนใหม่ก็พยายามจะเข้าคิวขอมาอีกนับไม่ถ้วน ทำให้การดำเนินการมีปัญหา
ซึ่งแนวคิดการยกเลิกการโอนภาษีบาปโดยตรงให้กองทุนเหล่านี้ได้รับไฟเขียวจากนายกรัฐมนตรีและให้ร่วมกับกระทรวงการคลังดำเนินการปฏิรูปแล้ว
แน่นอนว่าการตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับกองทุนและภาคีที่เกี่ยวข้อง แต่กองทุนต่างๆ ที่ได้รับเงินภาษีบาปก็ต้องทำความเข้าใจว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการปฏิรูปภาษีการเงินการคลังของประเทศ ไม่ได้เป็นการยุบกองทุน เพียงแต่การใช้เงินต่อไปต้องขอผ่านระบบงบประมาณปกติ
สำหรับประเด็นว่าการยกเลิกเก็บภาษีบาปให้กองทุน จะทำให้ผู้ประกอบการสุรา ยาสูบ มีกำไรมากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องรอง เพราะการเก็บภาษีบาปให้กองทุนมีเป้าหมายเพื่อไปใช้ที่ชัดเจนว่าจะไปทำอะไรในแต่ละองค์กร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ต้องการทำให้กำไรของบริษัทลดลง
นอกจากนี้ การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตได้คำนึงถึงเรื่องสินค้าที่เป็นพิษเป็นภัยกับผู้บริโภคอยู่ระดับหนึ่งแล้ว หากรัฐบาลเห็นว่าต้องเก็บเพิ่มเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็สามารถปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บให้มากขึ้นได้ ซึ่งการเก็บภาษีก็ต้องสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ รวมถึงภาครัฐ
การเดินหน้ายกเลิกเก็บภาษีโปะกองทุนต่างๆ ครั้งนี้ จึงถือเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการปฏิรูปภาษีของรัฐบาล ซึ่งมีทั้งการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยการออกภาษีมรดกก่อนหน้านี้ หรือว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกับการหารายได้เข้าประเทศ ด้วยการเก็บกับการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
นอกจากนี้ การปฏิรูปภาษีอุดรูรั่วไหลของการเก็บภาษี รวมถึงการเก็บภาษีนอกระบบงบประมาณที่กำลังเป็นปัญหาทำให้วินัยการเงินการคลังของประเทศอ่อนแอขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดถือว่ารัฐบาลพยายามปฏิรูปการเก็บภาษีและการเงินคลังของประเทศให้ออกมาดีที่สุด ซึ่งองค์กรที่เกี่ยวข้องแม้จะเสียประโยชน์จากการดำเนินการครั้งนี้ แต่ประเทศชาติได้ประโยชน์มากกว่า ก็ต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้การปฏิรูปภาษีและการเงินการคลังของประเทศประสบความสำเร็จเป็นรากฐานที่แข็งแรงของเศรษฐกิจไทย







