
เพิ่มการตรวจสอบ
แผนปฏิรูปภาษีกลายเป็นเรื่องที่เกิดการถกเถียงกันมากในประเด็นที่รัฐบาลเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ยกเลิกการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง สาระคือให้องค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะโดยตรงไปรับเงินสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้เป็นไปตามวินัยการคลัง
แผนปฏิรูปภาษีกลายเป็นเรื่องที่เกิดการถกเถียงกันมากในประเด็นที่รัฐบาลเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ยกเลิกการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง สาระคือให้องค์กรที่ได้รับเงินสนับสนุนจากการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะโดยตรงไปรับเงินสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดิน เพื่อให้เป็นไปตามวินัยการคลัง
การเสนอดังกล่าวไม่ได้ยกเลิกการให้เงินสนับสนุนแก่องค์กรที่ได้รับเงินเพียงเปลี่ยนวิธีการรับเงิน เพื่อจะสามารถตรวจสอบได้ว่าหน่วยงานที่ได้รับเงินสนับสนุนใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยให้องค์กรที่ได้รับภาษีดังกล่าวอยู่เดิมจะรับต่อไปได้อีก 4 ปี หลังจากนั้นต้องไปขอเงินจากงบประมาณปกติ
ปัจจุบันกรมสรรพสามิตเป็นผู้เก็บภาษีเพิ่มเติมจากสินค้าทำลายสุภาพ เช่น สุราและบุหรี่ ที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า ภาษีบาป ส่งให้กับองค์กรต่างๆ ความเป็นมาของการส่งภาษีโดยตรงให้กับองค์กรอิสระก็เพราะไม่ต้องการให้การเมืองเข้าแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระเหล่านี้ ด้วยการใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการบีบและกดดัน
ปัจจุบันองค์กรที่ได้รับจัดสรรเงินมากที่สุด คือ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
ปัจจุบัน สสส.ได้รับจัดสรรเงินภาษีบาป 2% จากกรมสรรพสามิตที่เก็บจากฐานภาษีสุรา เบียร์และยาสูบ เป็นเงินที่ได้รับปีละประมาณ 3,500 ล้านบาท ขณะที่ไทยพีบีเอสได้รับเงินภาษีบาป 1.5% แต่กฎหมายกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2,000 ล้านบาท ด้านกองทุนกีฬาน้องใหม่ล่าสุด ได้รับจัดสรรภาษีบาปในอัตรา 2% หากเทียบเคียงกับ สสส.ก็จะได้ปีละ 3,500 ล้านบาท
การที่รัฐบาลเสนอประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อให้โปร่งใส กลับโดนต่อต้านจากองค์กรต่างๆ ไม่เห็นด้วยกับการถูกตรวจสอบการใช้เงินภาษีของประชาชนไปใช้ในการดำเนินกิจการ ทั้งที่เป็นเรื่องดีที่ควรจะสนับสนุน
การคัดค้านที่มีขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ ควรจะมีเหตุผลมากกว่าจะอ้างเพียงจะโดนการเมืองเข้าแทรก ต้องกลับไปพิจารณาว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งไม่ใช่นักการเมืองเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่หากกลัวการเมืองแทรกแซงก็ควรจะให้การจ่ายเงินเข้าองค์กรเป็นไปตามเดิม
เรื่องนี้มีความโปร่งใสและความคุ้มค่าของการใช้เงินภาษีขององค์กรต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การใช้เงินไปพัฒนาสังคมและรณรงค์เรื่องใด ก็ควรจะมีการวัดผลได้เป็นรูปธรรมว่า งบประมาณที่ได้ไปนั้นสอดคล้องกับผลงานที่เกิดขึ้นหรือไม่ หลายองค์กรสามารถวัดผลเป็นตัวเลขได้ว่าเป็นอย่างไร
รัฐบาลไม่ได้เสนอลดหรือตัดเงินที่องค์กรเหล่านี้ได้ เพียงแค่จ่ายเงินผ่านกรรมวิธีงบประมาณเท่านั้น ก็ไม่น่าจะมีการขัดข้องอะไร หากต่อต้านการตรวจสอบแรงต้านอาจจะตีกลับไปที่องค์กรเหล่านั้นเอง







