
เพื่อนย่อมไม่ทำกับเพื่อนแบบนี้
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
“เพื่อนกันเขาไม่ทำกับเพื่อนอย่างนี้” นี่เป็นเสียงสะท้อนจากอดีตนักการเมืองทูตอาวุโสบางท่านที่เคยประจำอยู่ในสหรัฐอเมริกามาก่อน จากกรณีที่สหรัฐอเมริกายังคงจัดให้ไทยอยู่ในเทียร์ 3 เช่นเดิม ถ้าไทยไปตอแยมากเข้า ผู้นำอเมริกันมักขู่ผู้แทนไทยเสมอว่า “เขาคิดว่าไทยต้องพึ่งอเมริกามากกว่าที่อเมริกาพึ่งไทย” เท่ากับเป็นการบอกโดยนัยว่า “เอ็งอย่าหือกับข้า” เขาจะทำอะไรกับไทยก็ได้
ผู้ใหญ่ของไทยเหล่านี้อาจช็อกไปเลยก็ได้หากทราบว่าเวลานี้อเมริกันไปไกลถึงกับเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการบ่อนทำลายสถาบันสูงสุดและแทรกแซงกิจการภายในของไทย เพื่อหาทางช่วยให้กลุ่มการเมืองที่อเมริกาหนุนหลังอยู่กลับคืนสู่อำนาจ นี่คงไม่เป็นการกล่าวที่เกินความจริง เพราะมีข้อมูลมากมายที่สนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว ซึ่งเวลานี้ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป เพราะมีการเปิดเผยผ่านสื่อต่างๆ
อเมริกันในไทยเคลื่อนไหวทั้งทางลับและทางเปิด อดีตทูตอเมริกัน คริสตี เคนนีย์ ที่ปัจจุบันย้ายกลับไปอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี.แล้ว เคยพูดจาจาบจ้วงสถาบันสูงสุดโดยไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ซึ่งไม่เคยมีทูตคนไหนทำอย่างนี้มาก่อน นางเดินทางไปเยือนสำนักข่าวแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะชอบวิพากษ์วิจารณ์สถาบันสูงสุดเป็นประจำ จนเป็นที่รู้จักกันดี พร้อมกับถ่ายรูปกับสตาฟฟ์ที่มีรูปเป็นหลักฐานชัดเจน นางส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสถานทูตไปเยี่ยมเยียนหมู่บ้านเสื้อแดงในภาคอีสานบ่อยครั้ง ระยะหลังก็ยังมีเจ้าหน้าที่อเมริกันไปวุ่นวายแถวอีสานบ่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นมารยาททางการทูตที่แย่มากเท่ากับเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในประเทศไทยโดยตรง
ในทางลับ ซึ่งปัจจุบันไม่ลับแล้ว วอชิงตันได้เคลื่อนไหวให้การสนับสนุนองค์กรสถาบัน และกลุ่มที่เกี่ยวกับผู้สูญเสียอำนาจและจาบจ้วงสถาบันสูงสุด ผ่าน “กองทุนเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย” (National Endowment for Democracy – NED) ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากบริษัททุนขนาดใหญ่ของอเมริกันลงขันกันเป็นกองทุนบังหน้าสำหรับแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นโดยอ้างประชาธิปไตยบังหน้า อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ องค์กรเอกชนบางแห่งได้รับการสนับสนุนเงินจากกองทุนนี้ องค์กรอิสระด้านสื่อแห่งหนึ่งซึ่งรู้กันทั่วไปว่าชอบลงข่าวและบทความจาบจ้วงสถาบันสูงสุดเป็นประจำ ถูกเปิดโปงว่าได้รับเงินสนับสนุนจากอเมริกาปีหนึ่งคิดเป็นเงินไทยหลายล้านบาท เช่น ได้รับจาก NED ปีละ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (1.75 ล้านบาท) จากกองทุน Open Society Institute ของจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินซึ่งเคยโจมตีค่าเงินบาทไทยมาแล้วเมื่อปี 2540 จนนำไปสู่วิกฤตการเงิน หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” และมูลนิธิอีกหลายแห่งทั้งภาครัฐและเอกชนในยุโรปและอเมริกา เช่น เมื่อปี 2552-2553 ได้รับเงิน 1.79 ล้านบาทจาก Media Development Loan Fund (MDLF) และจาก International Media Support (IMS) ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องเร่งตรวจสอบและหาทางควบคุมองค์กรพัฒนาเอกชน สถาบันภาคเอกชน นักวิชาการอิสระที่ได้รับเงินจากต่างประเทศว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร โดยต้องแจ้งที่มาและจำนวนเงินอย่างโปร่งใส มีรายรับรายจ่าย ไม่เช่นนั้นก็เท่ากับเป็นตัวแทนต่างชาติมาบ่อนทำลายประเทศตนเอง
นอกจากสื่อมวลชนยังมีข่าวว่ามหาวิทยาลัยที่ไม่เปิดสอนเวลากลางวันก็ได้รับเงินจากกองทุนบังหน้าเช่นกัน แม้แต่ร้านหนังสือบางแห่งในภาคเหนือซึ่งเป็นองค์กรบังหน้าก็ได้รับเงินกับเขาด้วย พวกที่ได้รับเงินเหล่านี้มักรู้กันทั่วไปว่าสนับสนุนกลุ่มสูญเสียอำนาจและมักพูดจากระทบสถาบันสูงสุด อย่างไรก็ดี เป้าหมายหลักอยู่ที่รัฐบาล คสช.ที่ถูกโจมตีในประเด็นไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นประจำ
“ยูเสด” (USAID) เป็นอีกองค์กรหนึ่งของทางการสหรัฐที่เคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันสูงสุด โดยจ้างเอ็นจีโอท้องถิ่นดำเนินการภายใต้การควบคุมของคนอเมริกัน โดยมีศูนย์ภาคกลางอยู่ที่สื่ออิสระข้างต้นใน กทม. ภาคเหนืออยู่ที่ร้านขายหนังสือแห่งหนึ่ง ภาคอีสานอยู่ที่ขอนแก่น และมีหน่วยงานอเมริกันประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยในจังหวัดนี้ด้วย ส่วนภาคใต้อยู่ที่วิทยาลัยประชาชน มีข่าวว่ายูเสดได้สนับสนุนการฝึกอบรมกลุ่มคนบางพวกในภาคอีสาน มีรายงานด้วยว่า มีการสอดแทรกเรื่องความดีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ และยกตัวอย่างประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นสาธารณรัฐว่าเกิดผลดีต่างๆ นานา หากข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริง ถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก ในประวัติศาสตร์พวกนี้เคยล้มรัฐบาลไทยมาแล้ว แต่เวลานี้ไม่เพียงแต่สนับสนุนการล้มรัฐบาล คสช. แต่ยังคิดไปไกลถึงกับการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเชียวหรือ หน่วยงานด้านความมั่นคงต้องตรวจสอบและไม่ประมาท
ต้องยอมรับว่าขีดความสามารถของอเมริกันในไทยนั้นสูงมาก โดยเฉพาะซีไอเอ สหรัฐ มีมาตรการหลายอย่างในการกดดันประเทศไทย ในอดีตอเมริกันเคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการล้มรัฐบาลไทยมาแล้ว 2 ครั้ง นอกจากนั้นเคยปั้นนายกรัฐมนตรีไทยคนหนึ่งมาแล้วโดยเอาไปอบรมที่อเมริกา 1 สัปดาห์ ให้รู้ว่าหากเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องทำอะไรบ้าง ก่อนส่งกลับมาเมืองไทยและให้หัวหน้าซีไอเอในไทยคอยประกบตลอดเวลา คล้ายกับที่ ฮิลลารี คลินตัน ส่งทูตเคนนีย์มาประกบยิ่งลักษณ์
คนอเมริกันที่รักเมืองไทยบางคนยังทนไม่ไหวกับพฤติกรรมของรัฐบาลโอบามา แม้แต่หัวหน้าจัสแม็กประจำประเทศไทยยังออกมาวิจารณ์นโยบายของกระทรวงต่างประเทศอเมริกันที่กดดันไทยทางการเมืองรุนแรงเกินไป ซ้ำยังลามปามไปถึงสถาบันสูงสุดของไทย ซึ่งเท่ากับเป็นการผลักไทยไปใกล้ชิดจีนมากขึ้น คนอเมริกันยังทนไม่ไหวกับรัฐบาลของเขา แล้วคนไทยล่ะ รู้สึกอย่างไรบ้าง







