
"เปลี่ยน สีเสียดค้า" ปราชญ์ชาวบ้าน“ทำดินให้มีชีวิต”คืนลมหายใจโลก
โดย..สายอรุณ ปินะดวง
โดย..สายอรุณ ปินะดวง
บ้านสันโค้ง ต.สันโค้ง อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของจังหวัดพะเยา แต่ไม่เล็กในความคิด เพราะแนวคิดของคนที่นี่ยิ่งใหญ่จนกลายเป็นรูปแบบของวิธีคิดจากภูมิปัญญา นำมาสู่ความอยู่รอดของผองชนอย่างลงตัว
บนพื้นที่ประมาณ 4 ไร่ กลางทุ่งนาบ้านสันโค้ง ต.สันโค้ง จะเต็มไปด้วยอาคารของศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบจังหวัดพะเยา ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2548 ภายในพื้นที่แห่งนี้มีอาคารศูนย์การเรียนรู้เรื่อง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” สารพัดเรื่อง เช่น แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง การผลิตปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศ เรื่องดิน ปุ๋ย การบริหารจัดการศูนย์ และการเชื่อมโยงจุดเรียนรู้เครือข่ายใน ต.สันโค้ง ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ การผลิตปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศ และ ปุ๋ย-ดิน เพราะเป็นการ “การทำดินให้มีชีวิต” แล้วทุกอย่างจะมีชีวิตตามไปด้วย
เปลี่ยน สีเสียดค้า อดีตผู้นำหมู่บ้านวัย 61 ปี ปัจจุบันคือผู้นำด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการ “ทำดินให้มีชีวิต” คือ “การสร้างชีวิตคือการให้ลมหายใจ ไม่ว่าจะเป็นคน หรือ ดิน ต้องเริ่มต้นจากลมหายใจ จากนั้นเมื่อเติบโตจึงจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทำให้อยู่รอดด้วยการรู้จักหาอาหารด้วยตนเองอย่างเข้มแข็ง ร่างกายจึงจะสมบูรณ์
การทำดินให้มีชีวิตเปรียบได้กับการให้อาหารแก่คน มีสองลักษณะ คือ 1.การใช้ปุ๋ยเคมี เปรียบเสมือนกันให้อาหารคนในห้องที่เป็นห้องปิด ไม่มีโอกาสได้ออกไปรับรู้โลกภายนอก ถึงแม้นอาหารที่ได้รับนั้นจะมีสารอาหารสมบูรณ์ครบถ้วนทุกด้าน แต่เมื่อร่างกายไม่มีการออกกำลัง ถูกป้อนอย่างสุขสบาย ส่งผลทำให้การเจริญเติบโตรวดเร็วแต่ขาดความแข็งแรงของร่างกาย คือ ดินที่ได้รับปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตถูกใจเกษตรกร แต่ไม่นานนักดินเสื่อมคุณภาพ กลายเป็นดินที่แข็งจนไม่สามารถปลูกพืชให้งดงามได้อีก
2. การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ทำมาจากส่วนผสมของอินทรียวัตถุจากธรรมชาติ เปรียบได้กับการให้อาหารคนด้วยการสอนให้เรียนรู้วิธีหาอาหารด้วยตัวเอง คือการเปิดประตูห้องให้คนที่อยู่ในห้องมีโอกาสออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อเรียนรู้วิธีหาอาหารแก่ตนเอง จะทำให้รู้ว่าอาหารประเภทใดที่สามารถทานได้มีคุณค่า อาหารประเภทใดที่ไม่มีคุณประโยชน์ และการออกมาหาอาหารนี้เองจะทำให้ร่างกายมีการออกกำลังกายเมื่อผนวกกับธาตุอาหารที่ได้รับจึงทำให้ร่างกายแข็งแรงทั้งภายในและภายนอก ซึ่งก็เปรียบกับดินที่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์ไปช่วยทำให้เกิดรูพรุนด้วยอากาศ เหมือนการเปิดประตูสู่โลกภายนอก เพราะดินร่วนซุยมากขึ้นทำให้รากไม้สามารถชอนไชไปได้ในทุกที่ที่ต้องการไป คือหลักปรัชญา “เมื่อดินมีชีวิต ต้นไม้ก็มีชีวิต ไร้มลพิษ”
ถามว่า ทำไม? ถึงต้องยึดหลักปรัชญา “ทำดินให้มีชีวิต” เพราะเมื่อดินมีชีวิตจะทำให้พืชงดงาม สิ่งที่งดงามทำให้สิ่งรอบข้างงดงามตามไปด้วย ในทางวิชาการเมื่อพืชงดงามให้ผลผลิตที่สมบูรณ์ ส่งผลทางมูลค่าเศรษฐกิจที่สูงตามไปด้วย ท้ายที่สุดจะทำให้คนอยู่รอด ด้วยความพอเพียง การประหยัด และไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เพราะการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้นทุนการผลิตต่ำ ลดต้นทุนการผลิต ทำให้ดินฟื้นสภาพ ผลผลิตที่สูงขึ้นทำให้คนอยู่ได้โดยไม่ต้องแข่งขันกันทางธุรกิจ ดังนั้นต้องเริ่มต้นจากดินที่มีชีวิต
การทำปุ๋ยเพื่อดินที่มีชีวิต คือ ทำปุ๋ยหมักระบบกองเติมอากาศ เริ่มต้นด้วยการนำเศษวัชพืช เช่น ฟางข้าวตามนาข้าวในพื้นที่ไม่ต้องซื้อหา มูลสัตว์(ขี้วัว) มาหมักด้วยกันในสัดส่วน 2:1 คือ มูลสัตว์:เศษวัชพืช จากนั้นนำไปหมักผึ่งแดดกลางแจ้ง เติมอากาศด้วยท่อที่จัดทำระบบเตรียมไว้สอดเข้าไปกลางกองปุ๋ย ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะนำเข้าไปหมักต่อในที่ร่มอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดการบ่มซึ่งจะทำให้ปุ๋ยหมักที่ได้ร่วนซุยมากขึ้น
ปุ๋ยที่ได้จะขายเป็นกระสอบ ๆ ละ 50 กก. ราคาขาย 100 บาท เฉลี่ย กก.ละ 2 บาท ขายให้กับเกษตรกรในพื้นที่กว่า 53 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะเป็นสมาชิกของศูนย์ ฯ มีการร่วมลงหุ้น ทุกปีจะมีปันผลแก่สมาชิกด้วย เหตุที่ไม่ขายแพง เพราะปุ๋ยที่ทำเองมีต้นทุนการผลิตต่ำ เศษฟางข้าวตามท้องนาชาวบ้านให้ทางศูนย์ ฯ ไปเก็บเอง ซื้อแต่มูลสัตว์มาผสมเท่านั้น ส่วนอาคาร อุปกรณ์ รัฐบาลและท้องถิ่นมีงบประมาณสนับสนุนมาให้ ทุกปีจะมีหน่วยงานต่าง ๆ มาศึกษาดูงานและมีโครงการที่สนับสนุนงบประมาณให้ตลอด ทุกวันนี้ผมดูแลที่นี่มีคนงาน 3 คน ที่มีหน้าที่ผสมปุ๋ยและบรรจุลงกระสอบ ”
หลายคนที่คุ้นเคยกับการใช้ปุ๋ยเคมี แน่นอนย่อมไม่ชอบใจนักที่จะต้องปรับพฤติกรรมมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทน เพราะปุ๋ยอินทรีย์ช่วยทำให้เห็นผลช้ากว่าปุ๋ยเคมี แต่ก็ต้องมีการเริ่มต้นเช่นที่ “เปลี่ยน” มุ่งเรียนรู้และทำมาถึงทุกวันนี้
“ปุ๋ยเคมีเปรียบเหมือนยอดอาหาร ทำให้เห็นผลผลิตเร็ว แต่ผลเสียที่ตามมาคือทำให้ดินแข็ง ขณะที่ปุ๋ยอินทรีย์ อาจจะทำให้เห็นผลผลิตช้าแต่ดินมีคุณภาพ ไม่แข็ง ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับการใช้มาก่อนจำเป็นต้องมีความอดทนอย่างมาก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมี ถึงจะเห็นผลช้าก็ต้องอดทน"
สำหรับสัดส่วนการใช้ ปุ๋ยอินทรีย์:ปุ๋ยเคมี เริ่มต้นจากน้อยไปหามาก เช่น 1:4 ,1:3, 1:2, 1:1, 2:1, 3:1, 4:1, จนถึงไปสัดส่วน 1:0 และเมื่อพื้นที่การเกษตรสามารถปรับใช้ปุ๋ยอินทรีย์ทั่วพื้นที่หมดแล้ว ประมาณ 3 ปี ดินจะฟื้นสภาพสมบูรณ์ 100% จากนั้นสามารถหยุดใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปีถัดไปเกษตรกรอาจจะปลูกพืชตระกูลถั่วใช้เป็นปุ๋ยพืชสดทดแทนบ้าง แต่ไม่ควรใช้ตลอดไป ต้องให้ดินได้พักบ้าง เพราะหากเติมปุ๋ยและใช้ดินปลูกพืชมากเกินไปดินจะโทรมเร็ว ก็เหมือนหญิงสาวถูกใช้งานหนักมีลูกถี่ทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงได้เหมือนกัน
กรณีจะใช้ปุ๋ยพืชสด มีข้อแนะนำว่า ต้องเป็นพืชตระกูลถั่วที่กำลังจะเตรียมจะให้ผลผลิต เพราะช่วงนี้ถือว่าพืชกำลังสร้างธาตุอาหารเพื่อรองรับการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่จึงทำการไถกลบได้เลย แต่หากรอเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจึงไถกลบจะทำให้ได้ปุ๋ยพืชสดที่ไม่มีคุณภาพ หรือ คุณภาพต่ำ”ทำงานหามรุ่งหามค่ำ “เปลี่ยน” มีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 40,000 บาท เพราะต้องอยู่ประจำสำนักงาน เป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านวิชาการท้องถิ่นแก่ผู้มารับการอบรม หรือ ศึกษาดูงาน แม้กระทั่งเป็นคนขายปุ๋ย
“ผมไม่คิดว่าจะต้องทำงานมีรายได้มากมายเป็นกอบเป็นกำ แต่สิ่งที่ทำวันนี้คือการให้ชีวิตแก่ธรรมชาติ และชีวิตที่ปลอดภัยแก่คนทุกคน ที่สำคัญอยู่อย่างพอเพียงและเป็นมิตรกับธรรมชาติ เท่านี้ชีวิตก็เป็นสุขแล้ว ใครที่ต้องการได้รับความรู้ด้วยวิชาการท้องถิ่น ที่ประยุกต์มาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ผมยินดีเสมอ” เปลี่ยน กล่าวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมสุข
สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาดูงานสามารถติดต่อเพื่อเรียนรู้ได้ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบจังหวัดพะเยา โทรศัพท์ 086-1908654







