หนุ่มพิการเมียทิ้งไม่ท้อชีวิตยึดอาชีพซ่อมจยย.เลี้ยงลูก
โดย..สุรชัย พิรักษา
โดย..สุรชัย พิรักษา
หนุ่มใหญ่บุรีรัมย์ พิการขาทั้ง 2 ข้าง หลังประสบอุบัติเหตุรถชน เมียทอดทิ้งให้เลี้ยงดูลูก 2 คน อยู่ลำพังมานานร่วม 20 ปี ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา ไม่ยอมไปขอทานเขากิน แม้จะมีคนมาชวน กลับลุกขึ้นมาสู้ชีวิตเป็นช่างซ่อมรถจักรยายนต์มีรายได้เดือนละร่วมหมื่นบาท เลี้ยงตัวเองไม่เป็นภาระสังคม
นายสำรวจ เต็นประโคน อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 132 ม.2 ชาวบ้านโคกเพชร ต.พรสำราญ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ พิการขาขาดทั้งสองข้างหลังประสบอบัติเหตุรถชน เมียทอดทิ้งต้องดิ้นรน สู้ชีวิต ยึดอาชีพช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ หาเลี้ยงลูกน้อย 2 คนโดยไม่เคยคิดงอมืองอเท้าขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง
นายสำรวย เล่าว่า เมื่อปี 2534 ประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุก 10 ล้อพุ่งชน ขณะขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน อาการสาหัสแพทย์ลงความเห็นต้องตัดขาทั้ง 2 ข้างทิ้ง เดินไม่ได้กลายเป็นคนพิการขาด้วน ต้องพักฟื้นนานหลายเดือน ทำงานไม่ได้ ภรรยาก็มาทอดทิ้งไปมีครอบครัวใหม่ ทิ้งลูก 2 คน ก็ต้องไปอาศัยอยู่กับญาติ ปล่อยให้ตนอยู่คนเดียวใช้ชีวิตตามลำพังมาจนทุกวันนี้
นายสำรวย เล่าต่อว่า เมื่อร่างกายพิการ แต่หัวใจและสมองไม่พิการ จึงยึดอาชีพมาเป็นช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ในหมู่บ้าน หาเลี้ยงตัวเอง โดยเปิดเป็นร้านซ่อมอยู่ริมถนนสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน ตำบล ด้วยความรู้ที่มีอยู่และเงินลงทุนไม่กี่พันบาท อาศัยแรงและกำลังใจต่อสู้ดิ้นรน โดยไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาชีวิต แม้จะลำบากบ้างก็ตาม จนกระทั่งทุกวันนี้ มีผู้มาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีรายได้เฉลี่ย วันละกว่า 1,000 บาท หักต้นทุนและค่าใช้จ่าย เหลือเก็บวันละ 300 บาท เฉลี่ยมีรายได้เดือนละกว่า 1 หมื่นบาท และยังได้รับเบี้ยยังชีพคนพิการอีก เดือนละ 500 บาท
“หลายครั้งที่มีกลุ่มกระบวนการหลอกลวง และแก๊งค์ค้ามนุษย์ ได้มาติดต่อและชักชวนไปขอทานต่างจังหวัดโดยอ้างว่า จะมีรายได้ดี วันละกว่า 1,000 บาท แต่ก็ตอบปฎิเสธไปทุกราย เพราะตนคิดว่า ถึงแม้ขาทั้ง 2 ข้างจะด้วนพิการ เดินไม่สะดวกเหมือนคนปกติทั่วไป แต่ตนยังมีมือ 2 ข้าง ที่ไม่พิการ พอหาอาชีพทำมาหากินเลี้ยงตัวเองได้ คนเราเกิดมาครั้งหนึ่งก็ต้องมีศักดิ์ศรี จะไม่ยอมท้อต่อชะตาชีวิตของตนเอง จนต้องออกไปหาขอทานเขากินมันน่าอับอาย ทั้งยังจะเป็นภาระของสังคมด้วย” นายสำรวย กล่าวทั้งน้ำตา
“ทุกวันนี้ตนใช้ชีวิตตามลำพังภายในบ้าน นานๆ ลูกจะมาเยี่ยมสักครั้ง เขาไม่ได้ทอดทิ้ง โดยคนโตมีครอบครัว ส่วนคนเล็กกำลังเรียน ม.3 อาศัยอยู่กับป้า ซึ่งตนก็เข้าใจทุกคนต้องมีภาระ แต่ตนก็จะไม่ยอมเป็นภาระของใคร แม้ร่างกายจะพิการแต่ก็ใช้ชีวิตตามปกติเหมือนคนทั่วไป ทั้งหุงข้าว อาบน้ำ ประกอบกิจวัตรประจำ จะไม่อาศัยคนอื่น โดยจะมีรถจักรยายนต์สามล้อคู่ชีวิตคันหนึ่ง ที่ซื้อมาจากกรุงเทพฯ จะใช้ขี่เดินทางไปไหนมาไหน และเข้ามาซื้ออะไหล่รถจักรยานยนต์ในตัวเมือง” นายสำรวย กล่าว
ปัจจุบันสามารถรับสิ่งต่างๆ ที่เลวร้ายได้หมดแล้ว ต่อไปก็จะตั้งใจทำมาหากินด้วยอาชีพซ่อมรถที่คิดว่าเหมาะกับตนเองแล้ว เพราะทำงานหนักไม่ไหว ทุกวันนี้ทุกอย่างก็ช่วยเหลือตัวเองอย่างเช่นคนปกติทั่วไปไม่เป็นภาระของใคร จนกระทั่งประสบผลสำเร็จในชีวิต เป็นที่ยอมรับของคนในหมู่บ้านว่าเป็นคนสู้ชีวิตโดยท้อแท้ ถึงแม้ที่ผ่านมาร่วม 20 ปี สภาพจิตใจแทบจะล้มสลายก็ตาม


