
เศรษฐกิจไทยจะถึงขั้นวิกฤตหรือจะก้าวต่อไป
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
เขียนไปเขียนมาก็อดจะวกกลับมาเขียนเรื่องเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวรับรู้ได้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และอดเป็นกังวลไม่ได้ว่าจะรุนแรงหรือฟื้นตัวยากกว่าครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์หรือต้มยำกุ้ง ถึงแม้ว่ารากเหง้าของปัญหาจะแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบระหว่าง วิกฤต “ต้มยำกุ้ง” กับปัญหาครั้งนี้ และถึงแม้ครั้งนี้จะยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นวิกฤต เพราะยังไม่เข้าขั้นนั้น แต่เราก็กำลังเดินเข้าหามันอย่างช้าๆ และถ้าแก้ไขไม่ได้ก็อาจจะหนีไม่พ้น
การที่ครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะวิกฤตต้มยำกุ้งนั้นปัญหาใหญ่อยู่ที่นักธุรกิจเอกชน ธนาคาร และคนฐานะดี มีการกู้เงินต่างประเทศระยะสั้นมาใช้กับการผลิตระยะยาว ประเทศใช้เงินเกินตัว มีการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 8% ของจีดีพี แต่การส่งออกยังไม่พบกับปัญหารุนแรงเช่นครั้งนี้ ยังเป็นเครื่องยนต์ที่มีกำลังแรง ยิ่งเมื่อเงินบาทอ่อนค่าลงเป็น 50 บาท/1 เหรียญสหรัฐ ประกอบกับการใช้ยาแรง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) ทำให้ทั้งธนาคารและธุรกิจหลายรายล้มระเนระนาด แต่ผลกระทบนั้นตกแก่คนที่มีฐานะดีมากกว่ารากหญ้า และภาคเกษตรยังมีพลังสามารถผลิตผลผลิตส่งต่างประเทศได้ ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งดูดซับแรงงานที่ตกงานไว้ได้ ทำให้ลดปัญหาสังคมลง ประชาชนเองก็ยังไม่ใช้จ่ายกันฟุ่มเฟือยหรือมีวัตถุนิยมสูงอย่างปัจจุบัน
แตกต่างจากปัญหาในปัจจุบันที่การส่งออกตกต่ำจนไม่สามารถเป็นแรงดันเศรษฐกิจของงไทยให้เติบโตแบบเห็นหน้าเห็นหลังได้อีก ซึ่งปัจจัยสำคัญก็เกิดจากเศรษฐกิจโลก หันไปทางไหนเขาก็ประสบปัญหากันทั้งนั้น จะหวังให้เขานำเข้ามามากคงเป็นไปไม่ได้ แถมค่าแรงเราก็แพงกว่าเพื่อนบ้าน จะหวังให้ต้นทุนต่ำเพื่อส่งออกราคาถูกๆ ไปสู้กับเขาก็คงเป็นไปไม่ได้อีก ครั้นจะหวังการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาก็ลำบากเช่นกัน เนื่องจากปัญหาค่าแรง และแรงดึงดูดจากประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายที่มีสูงกว่า ที่สำคัญมากคือในครั้งนี้พบว่า หนี้ภาคครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ปัญหาภัยแล้ง และการส่งออกที่อาจติดลบถึง 3-4% ย่อมมีผลไหลลึกลงไปถึงภาคการเกษตร ซึ่งเคยเป็นภาคที่ดูดซับปัญหาแรงงานและลดผลกระทบทางสังคม ในครั้งนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นผู้มีรายได้น้อยเป็นส่วนใหญ่
มีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะกันต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในประเด็นที่ให้เร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และไม่ควรกระตุ้นการบริโภคมากเกินไป หรือการมองบริษัทโลกและบริบทของประเทศไทยว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป การแก้ปัญหาและการมองการเติบโตทางเศรษฐกิจก็น่าจะต้องปรับเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งนอกจากมุมมองเหล่านี้แล้ว ยังมีอีกมุมมองที่ผู้รู้ทางเศรษฐกิจทั้งหลายยังไม่แตะถึงมากนัก นั่นก็คือวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน จะเพิ่มกันอย่างไร คำตอบก็คือการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงจะหลุดรอดจากปัญหาที่เผชิญอยู่ขณะนี้ไปได้ยากยิ่ง
น่าเสียดายที่เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของคน และกานำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงมาช่วยประเทศชาตินี้ ยังเป็นที่ยอมรับของกลุ่มคนบางภาคส่วนเท่านั้น ภาคเอกชนเองก็มีนับบริษัทได้ ภาควิชาการคืออาจารย์ทั้งหลายแม้จะทราบแต่ก็ยังอยู่ในวังวนของมหาวิทยาลัยและความมีอีโก้สูง ไม่นำมาต่อให้ติดกับภาคการค้า การตลาด ภาคการตลาดซึ่งคือกระทรวงพาณิชย์ ที่เปรียบเสมือนเซลส์แมนก็ยังค้าขายแต่ของเดิมอยู่ โดยมองไม่เห็นจุดนี้ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ถึงเวลาหรือยังที่เซลส์แมนของเราจะเปลี่ยนมุมมอง และหากเซลส์แมนเปลี่ยนมุมมองแล้ว ภาควิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งหลาย ซึ่งผลิตสินค้าเทคโนโลยีได้ดี จะสามารถขยายการผลิตจนส่งออกในปริมาณมากได้ไหม จะสามารถรับการลงทุนวิจัยพัฒนาได้ในระดับร้อยล้านพันล้านหรือไม่ หรือจะยังนั่งรับการลงทุนแบบบริษัทละไม่กี่ตารางเมตรเหมือนเด็กเล่นขายของอยู่อีก เพราะการลงทุนด้านวิจัยพัฒนาที่ตั้งหลักจะเข้ามาในไทยนั้นมูลค่าไม่น้อย ยิ่งเมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI : Board of Investment) ได้ตื่นขึ้นมาก่อนเพื่อนและให้สิ่งจูงใจแก่บริษัทที่จะมาลงทุนในการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่น่าสนใจมากๆ ดังนั้นไทยเองก็จะต้องพร้อมด้วย
ที่จริงเมื่อพูดถึง BOI ก็ทำให้มีความหวังขึ้นมาบ้าง และมีความหวังเพิ่มขึ้นอีกเมื่อเห็นผู้นำรัฐบาลนี้ รวมทั้งรองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่ได้ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การส่งออก และการแข่งขันของไทยในเวทีโลกได้ ถ้าทุกภาคส่วนของทางราชการที่เกี่ยวข้องเริ่มจะตื่นตามๆ กันมา ประเทศไทยก็คงจะรอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้







