posttoday
เงินทุนไหลเข้าครึ่งปีหลังยังฉลุย

เงินทุนไหลเข้าครึ่งปีหลังยังฉลุย

05 สิงหาคม 2558

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นตัว แถมการชะลอตัวของเศรษฐกิจยังจะลากยาวไปจนถึงครึ่งหลังของปีด้วย จนหน่วยงานพยากรณ์เศรษฐกิจทุกแห่งปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ลงกันเป็นว่าเล่น ขนาดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอง ที่เคยยืนกรานมาตลอดว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นและน่าจะดีขึ้นได้อีกในช่วงครึ่งปีหลังยังออกมายอมรับแล้วว่าจีดีพีปีนี้มีโอกาสโตต่ำ 3% เล็กน้อย หรือใกล้เคียง 3% ซึ่งเป็นระดับที่เคยประเมินไว้เมื่อต้นปี

การส่งออกมีแนวโน้มโตต่ำเกินคาด แถมการบริโภคก็ยังกู่ไม่กลับ การลงทุนก็แทบไม่มี การใช้จ่ายภาครัฐยังอืดเป็นเรือเกลือ จะดีหน่อยก็ภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจได้บ้าง แต่ก็ไม่พอที่จะทำให้จีดีพีโตได้ เพราะสัดส่วนการท่องเที่ยวในจีดีพีค่อนข้างต่ำ

หลายฝ่ายจึงห่วงว่าเม็ดเงินลงทุนที่เคยไหลเข้ามาในไทยที่เป็นดุลการค้าและดุลบริการ ทั้งที่เข้ามาในตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และเงินที่เข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ซึ่งเป็นการเข้ามาลงทุนจริงในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงอาจหายไป ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดลงซ้ำเติมเศรษฐกิจให้ย่ำแย่ลงอีกก็เป็นได้

นอกจากเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกมองเห็นแต่ปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก ค่าเงินบาทยังอ่อนค่าลงลึกบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวเปิดตลาดอยู่แถวๆ ระดับ 35.14 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งภายในปีนี้อาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงต่อ ระดับ 36 บาท/เหรียญสหรัฐ อาจจะไม่ไกลเกินคาด

แต่ไม่น่าเชื่อว่าในครึ่งปีแรกเงินทุนไหลเข้าจะตีกลับมาเป็นบวก หลังจากติดลบไปมากในปี 2557 แม้เศรษฐกิจไทยจะเปราะบาง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ทุนสำรองระหว่างประเทศปัจจุบันยังสูงอยู่ที่ระดับ 1.7-1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่สถาบันการเงินได้กันสำรองหนี้เสียไว้สูง เงินทุนก็มั่นคง ขณะที่ ธปท.ก็ดูแลเข้มงวด ระดับหนี้สาธารณะยังไม่สูง หนี้ต่างประเทศอยู่ในอัตราต่ำ ดูโดยรวมเทียบกับภูมิภาคแล้วไทยยังถือว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

ทั้งนี้ ธปท.รายงานตัวเลขเงินไหลเข้าเดือน มิ.ย. มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 1,655 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.8 หมื่นล้านบาท เป็นการไหลเข้าต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ไหลเข้าสุทธิ 1,212 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4.3 หมื่นล้านบาท

เงินทุนไหลทั้งหมดมาจาก 1.การเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภาคธุรกิจสำคัญ อาทิ กิจกรรมทางการเงินและประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ การค้าส่งและค้าปลีก ซึ่งเป็นเงินทุนที่มาจากประเทศออสเตรเลีย สิงคโปร์ และสหรัฐ

2.ผลจากการทำธุรกรรมซื้อป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน (Hedging) มากขึ้นในเดือนนี้ ทำให้สถาบันการเงินต้องกู้ยืมเงินระยะสั้นจากต่างประเทศเข้ามา และมีการถอนเงินฝากจากต่างประเทศเข้ามาปรับฐานะเพิ่มขึ้น

และ 3.คนที่ฝากเงินในต่างประเทศที่ครบกำหนดถอนเงินกลับเข้ามา อาทิ กองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ)

อย่างไรก็ดี ดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายครึ่งแรกของปีนี้ยังไหลเข้าสุทธิ 730 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งหลังของปีก่อนหน้าที่เงินทุนไหลออกสุทธิถึง 8,351 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท

โดยไตรมาสแรกปีนี้เงินทุนไหลออกสุทธิ 1,443 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 2 ปีนี้เงินทุนไหลเข้าสุทธิ 2,173 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.6 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่าแม้เงินบาทจะปรับอ่อนค่าลงต่อเนื่องก็ไม่ได้ทำให้นักลงทุนขนเงินหนีไทยไปเสียหมด

แต่ขณะนี้ผ่านครึ่งปีแรกไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือในครึ่งปีหลังเงินทุนไหลเข้าจะเป็นอย่างไร

ผู้บริหาร ธปท. เห็นว่า แนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายในครึ่งปีหลังน่าจะยังดีอยู่ โดยข้อเท็จจริงเงินลงทุนจะไหลเข้ามาหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ค่าเงินบาทโดยตรง แต่นักลงทุนจะตัดสินจากโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ ทักษะแรงงาน ศักยภาพการต่อยอดไปสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้าน หรืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง (Supply Chain) เป็นสำคัญ

“แนวโน้มเงินเอฟดีไอเข้ามาไทยยังดีอยู่ เป็นไปตามทิศทางการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอที่เพิ่งมีการปรับไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งได้ปรับประเภทอุตสาหกรรมตามนโยบายการส่งเสริมการลงทุนและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ (Modern Industry)” ผู้บริหาร ธปท. ระบุ

เช่นเดียวกับ อุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายวิจัย ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ที่มองว่า แนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นการอ่อนค่าลงชั่วคราว เพราะอ่อนลงมากกว่าปัจจัยพื้นฐานที่ควรจะเป็น ฉะนั้นเมื่อตลาดเลิกกังวลค่าเงินบาทจะทยอยกลับมาได้ในเวลาไม่นาน ซึ่งไม่มีผลต่อเงินทุนไหลเข้านัก

สำหรับสาเหตุที่เงินบาทอ่อนค่าลงมากๆ ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มาจาก 3 ปัจจัยความกังวลหลักๆ ของตลาด คือ 1.คนห่วงว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือน ก.ย.ปีนี้แล้วทำให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากไทยหนักขึ้น จนไปกดเงินบาทให้อ่อนค่าลงอีก

2.ตลาดกังวลว่า ธปท.อาจจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในครึ่งปีหลังลงอีกหรือไม่ เพราะหากลดอาจเป็นการตอกย้ำว่าเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลง นักลงทุนอาจไม่เชื่อมั่นได้ และ

3.การส่งออกที่อ่อนแออาจทำให้สภาพคล่องเงินเหรียญสหรัฐในตลาดน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐยิ่งแข็งค่าและทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก

อุสรา กล่าวต่อว่า 3 ปัจจัยหลักที่ตลาดมองอาจเป็นการมองที่กังวลเกินไป ทั้งนี้เพราะในเรื่องแรกที่ว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้วเงินจะไหลออกมากขึ้นนั้น อาจจะเกิดขึ้นยาก เพราะสัดส่วนเงินทุนต่างชาติในไทยถือว่าน้อยที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค เห็นได้จากตลาดหุ้น หรือตลาดพันธบัตรของไทย ต่างชาติมีการขายสุทธิตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ตลาดหุ้นปี 2556 ขายสุทธิ 1.9 แสนล้านบาท ปี 2557 ขายสุทธิ 3.5 หมื่นล้านบาท และปี 2558 ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาขายสุทธิประมาณ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว ประเด็นคือยอดสุทธิที่ต่างชาติถือในตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนที่น้อย เพราะเคยขายออกไปก่อนนี้มากแล้ว การไหลออกในระยะต่อไปจึงน้อยลง

เช่นเดียวกัน สัดส่วนการถือของต่างชาติในตลาดพันธบัตรลดลงไปค่อนข้างเยอะแล้ว เรียกว่าสัดส่วนต่ำสุดในรอบ 10 ปีเลย เพราะในปี 2556 สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติถือประมาณ 20% ของยอดพันธบัตรคงค้างทั้งระบบ ในปัจจุบันนี้เหลือประมาณ 7% เท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนการถือของต่างชาติในตลาดพันธบัตรของอินโดนีเซียและมาเลเซีย ที่ถืออยู่ประมาณ 35% และ 30% ตามลำดับ

ฉะนั้น ถึงเฟดจะขยับขึ้นดอกเบี้ยเงินทุนไหลออกจากไทยก็คงไม่ได้มากแล้ว มันออกไปก่อนนี้แล้ว ต่างจากผลกระทบเมื่อปี 2556 ที่เงินไหลออกจากการขายสุทธิที่มากจนทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว จากระดับประมาณ 28.50 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนยวบลงไปที่ 32.30 บาท/เหรียญสหรัฐ ภายในปีนั้นเลย แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เห็นได้จากทุกวันนี้ต่างชาติขายสุทธิแต่ละวันเพียงหลัก 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้นเรื่องแรกที่ห่วงนั้น นักลงทุนอาจตระหนกเกินไป

สำหรับเรื่องส่งออกถึงจะฟื้นตัวช้ามีรายได้จากเงินตราต่างประเทศลดลง แต่ไทยยังเกินดุลการค้า เพราะได้ประโยชน์จากการนำเข้าน้ำมันที่ถูกลงมาก ซึ่งการที่ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไทยจึงได้ประโยชน์มากที่สุด เห็นได้จากไทยเกินดุลการค้ามาต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 แล้ว บวกกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีก็ยังมีรายได้เข้าอย่างต่อเนื่อง ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงเกินดุล ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ยังดี ฉะนั้นการมองเงินบาทอ่อนจากส่งออกอาจเป็นการมองที่ไม่ครบ

“ถึงบาทช่วงนี้จะอ่อนก็มองว่าอ่อนชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นจังหวะดีที่จะให้ภาคส่งออกได้ขายเงินเหรียญสหรัฐ เพราะหากปัจจัยพื้นฐานไทยยังดี และสิ่งที่นักลงทุนในตลาดกลัวไม่เกิดขึ้น เงินบาทจะทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นเอง ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงยังมองค่าเงินบาทในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 34.50 บาท/เหรียญสหรัฐเหมือนเดิม เพราะถ้าดูแนวโน้มเอฟดีไอในครึ่งปีหลังนี้ก็ยังดี และน่าจะไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งปีแรกเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากบีโอไอทยอยอนุมัติโครงการลงทุนต่อเนื่อง” อุสรา กล่าวสรุป

นี่นับเป็นข่าวดีเล็กๆ ท่ามกลางข่าวร้ายมากมายใหญ่โตที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทย เพราะพื้นฐานยังดี ทำให้แนวโน้มเงินทุนไหลเข้าในครึ่งปีหลังจึงยังสดใส

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท