
กมธ.ยกร่างเล็งถอยให้สสส.-ไทยพีบีเอสใช้ระบบงบตามเดิม
กมธ.ยกร่างฯเล็งถอยให้สสส.-ไทยพีบีเอสใช้เงินไม่ผ่านระบบงบตามเดิม ยัน คสช.ไม่เคยกดดันให้รื้อที่มาสว.
กมธ.ยกร่างฯเล็งถอยให้สสส.-ไทยพีบีเอสใช้เงินไม่ผ่านระบบงบตามเดิม ยัน คสช.ไม่เคยกดดันให้รื้อที่มาสว.
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ได้มีการสนทนาอย่างไม่เป็นทางกับกมธ.ยกร่างฯบางท่าน ซึ่งต่างเห็นร่วมกันว่าควรทบทวนบทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณของบางองค์กรที่ได้มาจากภาษีบาป ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกองทุนกีฬา เป็นสองระดับ
นายคำนูณ กล่าวว่า ระดับแรก คือ การให้ทั้ง 3องค์กรใช้งบประมาณได้ตามปกติโดยไม่ต้องผ่านงบประมาณประจำปี ส่วนระดับต่อมา คือ ทบทวนบทบัญญัติในหมวดการคลังการงบประมาณ ด้วยการกำหนดลงไปให้ชัดว่าการใช้จ่ายงบประมาณต้องคำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง
ด้าน พล.ท.นคร สุขประเสริฐ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามากดดันกมธ.ยกร่างฯเนื่องจากต้องการให้สว. มาจากการสรรหาทั้งหมด ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ทางคสช.ไม่ได้เข้ามากดดันการทำงานของกมธ.ยกร่างฯแต่อย่างใด ซึ่งประเด็นที่มาของสว.นั้นทางกมธ.ยกร่างฯได้กำหนดให้สว.มีจำนวน 200 คน แบ่งเป็น ส.ว.เลือกตั้ง จำนวน 77 คน และมาจากการสรรหา จำนวน 123 คน
"สว.แบบสรรหา เราได้กำหนดให้มีที่มาจากหลากหลายกลุ่มมีความแตกต่างไปจากเดิม เป็นสภาพหุนิยมอย่างแท้จริง แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ ก็เลยมีคนบางกลุ่มบางพวกออกมาเรียกร้องให้สว.มีที่มาจากการสรรหาแบบเดิมที่มีคณะกรรมการเพียง 7 คนเท่านั้นเอง"พล.ท.นคร กล่าว
พล.ท.นคร กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเชื่อว่าการออกแบบคณะกรรมการสรรหาแบบใหม่นั้นจะช่วยป้องกันปัญหาการล็อบบี้และการวิ่งเต้นของคนที่ต้องการเข้ามาเป็นส.ว.ได้ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาของแต่ละกลุ่มที่จะสรรหาส.ว.นั้น มีจำนวนไม่เท่ากัน ซึ่งวิธีการแบบนี้มีความแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้นคนที่คาดหวังว่าจะวิ่งเต้นและล็อบบี้คณะกรรมการสรรหาเพื่อให้เลือกเข้ามาเป็นส.ว.นั้นก็คงจะเป็นเรื่องยาก
พล.ท.นคร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่นายวันชัย สอนศิริ สปช.ออกมาระบุว่าได้รับข่าวจากสปช.สายจังหวัดว่ามีนักการเมืองออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็วนั้น เบื้องต้นเมื่อวันที่ 3 ส.ค.ทางสปช.กลุ่มต่างๆได้มีการพูดคุยกัน โดยเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องของเทคนิคและการสำรวจเพื่อก่อให้เกิดแรงกดดันในการลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสปช.แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าสปช.ทุกคนซึ่งล้วนเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้และประสบการณ์การทำงานจะใช้วิจารณญาณตัดสินใจลงมติร่างรัฐธรรมนูญด้วยความรอบคอบ







