posttoday
นิรโทษกรรมอาวุธรัฐบาลหวังผลหลายเด้ง

นิรโทษกรรมอาวุธรัฐบาลหวังผลหลายเด้ง

09 กรกฎาคม 2553

ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีแนวทางและตอบคำถามสังคมอย่างไรถึงความชัดเจนต่อการแสดงความจริงใจ ว่าต้องการใช้หลักนิติรัฐเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีแนวทางและตอบคำถามสังคมอย่างไรถึงความชัดเจนต่อการแสดงความจริงใจ ว่าต้องการใช้หลักนิติรัฐเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

โดย...ทีมข่าวการเมือง

“รัฐบาลเห็นว่าขณะนี้มีการใช้อาวุธสงครามเข้ามาเกี่ยวข้องการชุมนุมมากขึ้น ต้องหาทางที่จะมีกลไกและแรงจูงใจให้อาวุธที่อยู่ในมือของคนต่างๆ คืนกลับมาสู่การครอบครองของภาครัฐ แต่ว่าจะเป็นการดำเนินการในเวลา 60 วัน หลังจากกฎหมายบังคับใช้ ถ้ามาคืนจะไม่มีความผิด”

เป็นเหตุผลจาก “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ในการเตรียมตราร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมอาวุธสงครามและวัตถุระเบิด ซึ่งนายกฯ จะเร่งผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้ได้ภายในการประชุมรัฐสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติที่กำลังจะเปิดขึ้นในเดือน ส.ค.นี้

จุดที่น่าสงสัยคือ ทำไมรัฐบาลแสดงออกถึงความต้องการอยากได้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างมาก ถึงกับนายกฯ ออกปากว่าจะต้องมีการพิจารณาในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร 3 วาระรวด หมายถึงการตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภา

ขั้นตอนการพิจารณากฎหมายลักษณะนี้ จะช่วยให้ไม่ต้องไปเสียเวลาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการเฉพาะ เหมือนกับเมื่อครั้งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 จำนวน 4 แสนล้านบาท

นิรโทษกรรมอาวุธรัฐบาลหวังผลหลายเด้ง ภาพประกอบข่าว

ขณะเดียวกันเมื่อลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับความผิดของผู้ครอบครองอาวุธสงครามตามกฎหมายแล้ว จะพบว่าล้วนมีโทษหนักแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่อง กระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และเสียงเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 และ พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่มียุทธภัณฑ์หรืออาวุธสงครามไว้ครอบครอง มีโทษจำคุกถึง 5 ปี

ทั้งนี้ จะว่าไปแล้วในอดีตรัฐบาลในยุคสมัยที่ต้องต่อสู้กับกลุ่มติดอาวุธของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ก็มีนโยบายจนสามารถทำให้พวก ผกค. ยอมปลดอาวุธยุติการทำสงครามกับรัฐก่อนหันมาร่วมพัฒนาชาติไทย หรือว่าจะเป็น|การมีโครงการให้ผู้ที่ครอบครองอาวุธนำอาวุธมาให้กับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อร่วมสร้างจิตสำนึกในการรักษาป่าไม้ก็เคยมีมาแล้ว

ทำให้มองได้ว่าความพยายามการตราร่างกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ครอบครองอาวุธปืนของรัฐบาลในครั้งนี้ มีเป้าประสงค์ไปที่ “การซื้อใจ” เป็นสำคัญ

โดยประเด็นที่สำคัญ คือ รัฐบาลต้องการซื้อใจกลุ่มบุคคลที่กำลังมีอาวุธในครอบครองอยู่ตรงนี้ นำอาวุธมาคืนด้วยการซื้อใจผ่านการไม่เอาผิดทางกฎหมายเพื่อแลกกับการทราบข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายที่กำลังเคลื่อนไหวใต้ดิน หลังจากที่ผ่านมามีการก่อเหตุความรุนแรงหลายครั้ง จนส่งผลให้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องคงการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ต่อไปในบางจังหวัด

ไม่ต่างอะไรกับการใช้รูปแบบ “โจรจับโจร” เพราะขณะนี้เองก็เริ่มปรากฏรายงานเป็นระยะแล้วว่า หน่วยงานความมั่นคงเริ่มทราบแหล่งกบดานของบรรดาแกนนำเสื้อแดงกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่รู้จักกันดีหลายคนแล้ว หลังจากที่ทางการกัมพูชาส่งมอบตัว น.ส.วริศรียา หรือ อ้อ บุญสม และนายกอบชัย หรือ อ้าย บุญปลอด 2 ผู้ต้องหาคดีระเบิดพรรคภูมิใจไทยให้กับรัฐบาลไทย

แม้จะยังไม่รู้ว่าหากอนาคตมีการคลอดกฎหมายฉบับนี้ออกมาแล้วจะช่วยให้การแกะรอยตามล่ากลุ่มใต้ดินได้ผลหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าที่จะปล่อยให้มีผู้ก่อความไม่สงบเข้ามาสร้างสถานการณ์ในพื้นที่เมืองหลวง

เพราะตอนนี้อุปสรรคของหน่วยงานความมั่นคงที่ยังเป็นปัญหาอยู่หนีไม่พ้นเรื่องการข่าวที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่นัก จนปล่อยให้เกิดเหตุการณ์หลายครั้ง หนำซ้ำยังไม่สามารถหาตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังในการสร้างสถานการณ์มาลงโทษตามกฎหมายได้ ทำให้สถานการณ์ระยะนี้เสี่ยงต่อการเกิดเหตุอยู่

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากการหวังผลเรื่องความมั่นคงแล้ว ความพยายามตรากฎหมายฉบับนี้ยังหวังผลทางการเมืองในทางใดทางหนึ่งด้วย โดยต้องยอมรับว่ารัฐบาลในสายตาของคนเสื้อแดงในเวลานี้ยังไม่เป็นมิตรที่ดีต่อกันเท่าไหร่ เพราะยังมีเรื่องคาใจหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการสะสางสร้างความกระจ่างชัดมากนัก โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับแกนนำคนเสื้อแดง แต่ยังไร้วี่แววการดำเนินคดีกับรัฐบาล

ผนวกกับเมื่อไม่นานมานี้ พรรคเพื่อไทยพยายามประโคมข่าวด้านลบของกองทัพว่ามีการกักขังคนเสื้อแดงไว้ที่ค่ายสุรสีห์ จ.กาญจนบุรี เลยกลายเป็นชนวนปะทุที่ส่งผลให้ความบาดหมางระหว่างมวลชนกับรัฐบาลนับวันยิ่งร้าวลึกลงไปทุกวัน

รัฐบาลเองก็ตระหนักในเรื่องนี้ดี เพราะทราบดีว่าปัญหานี้จะเป็นตัวฉุดรั้งสำคัญต่อการเดินหน้าแผนปรองดองของรัฐบาลด้วย

จึงพยายามหาช่องทางที่เป็นการซื้อใจคนเสื้อแดงทางอ้อม เนื่องจากอย่างน้อยการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นการช่วยให้คนเสื้อแดงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย แต่เพียงอาศัยช่วงเหตุการณ์ชุลมุนและอารมณ์ชั่ววูบลงมือเอาอาวุธของทหารไปโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และไม่ทราบถึงบทลงโทษตามกฎหมาย

แบบนี้จะช่วยให้รัฐบาลเองสามารถแยกปลาออกจากน้ำได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงเป็นการช่วยให้มวลชนคนเสื้อแดงมองรัฐบาลในภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นจากเดิม ที่มองในมิติว่ารัฐบาลเป็นกองกำลังไล่ล่าคนเสื้อแดงเพียงอย่างเดียว

ถึงกระนั้นใช่ว่าการแสดงออกในเรื่องนี้ของรัฐบาลจะเป็นผลต่อรัฐบาลเองเสมอไป เพราะอาจจะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองในอนาคตในเรื่องเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมทางการเมือง

ด้านหนึ่งความพยายามผลักดันเรื่องนี้ทำให้ดูเสมือนหนึ่งว่าเป็นการโยนหินถามทาง หยั่งกระแสสังคมว่าจะเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมหรือไม่ โดยใช้เรื่องการปล่อยผีคนยึดอาวุธกองทัพเป็นบันไดขั้นแรก

ประมาณว่าเมื่อสังคมเห็นด้วยกับการใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งสำหรับการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เหตุป่วนเมืองเพิ่มขึ้น รัฐบาลก็อาจจะดำเนินการตรากฎหมายสักฉบับเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองผ่านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองขึ้นมาก็เป็นได้

จุดนี้จะกลายเป็นคำถามสำคัญที่พุ่งตรงไปยังรัฐบาลว่า “กำลังได้คืบจะเอาศอก” หรือไม่ เนื่องจากอย่าลืมว่าบรรดาแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองอยู่ในเวลานี้ ก็ยังรอความหวังในการได้รับอิสรภาพกันอยู่

เพราะฉะนั้น ต้องรอดูว่ารัฐบาลจะมีแนวทางและตอบคำถามสังคมอย่างไรถึงความชัดเจนต่อการแสดงความจริงใจ ว่าต้องการใช้หลักนิติรัฐเพื่อแก้ปัญหาประเทศ ไม่ใช่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในรัฐบาลเอง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน