
3 เขื่อนใหญ่แห้งโคม่า สบเมย-บึงกาฬอ่วมน้ำท่วม
ฝนตกหนักภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือช่วยบรรเทาวิกฤตภัยแล้งปลิดทิ้งและน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์
ฝนตกหนักภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือช่วยบรรเทาวิกฤตภัยแล้งปลิดทิ้งและน้ำไหลเข้าเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ยกเว้น 3 เขื่อนใหญ่น้ำยังแห้งขอดขั้นวิกฤตเพราะน้ำไหลเข้าน้อย คือ เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา เนื่องจากฝนตกเหนือเขื่อนปริมาณน้อย
เอกศิษฐ์ ศักดีธนาภรณ์ ผู้อำนวยการโครงการเขื่อนเจ้าพระยา บอกว่า ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จุดวัดน้ำ เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ระดับน้ำลดลงอีก 14 ซม. จาก 13.97 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง (ม.รทก.) ไปอยู่ที่ 13.83 ม.รทก. ต่ำกว่าจุดวิกฤต 14.00 ม.รทก. เป็นวันที่ 2 ขณะที่น้ำท้ายเขื่อนลดระดับลงมา 6 ซม. อยู่ที่ 6.15 ม.รทก. จากเขื่อนเจ้าพระยาปรับลดอัตราการระบายน้ำ จาก 95 ลูกบาศก์เมตร/วินาที (ลบ.ม./วิ) ลงเหลือ 90 ลบ.ม./วิ เพื่อรักษาสมดุลระดับน้ำเหนือเขื่อน
เอกศิษฐ์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นผลพวงจากกรมชลประทานส่งน้ำเข้าพื้นที่ปลูกข้าวนาปีที่กำลังตั้งท้องกว่า 6 แสนไร่ ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคกลาง ดังนั้นจึงแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 3 จังหวัดเหนือเขื่อน คือ จ.นครสวรรค์ อุทัยธานี และชัยนาท ให้ระวังดินลาดตลิ่งทรุดตัว ควรหมั่นตรวจสอบการพังทลายของดิน และซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือนที่อยู่ริมตลิ่งแม่น้ำให้มีความมั่นคงแข็งแรงอยู่เสมอ
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง โดยมีปริมาณน้ำ 35 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 4 ของความจุอ่างทั้งหมด 765 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำใช้การได้ 32 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ยังคงต้องลดระดับปล่อยน้ำ เช่นเดียวกับเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ยังคงมีฝนที่ตกลงมาน้อย จึงทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนนั้นมีไม่มากนัก มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยอยู่ที่ 404,000 ลบ.ม. ทำให้เขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้ำใช้การได้เหลืออยู่ที่ 48 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 15% ของความจุกักเก็บทั้งสิ้น 314.49 ล้าน ลบ.ม.
ด้านสถานการณ์น้ำท่วม 6 ตำบล อ.สบเมย รวมทั้ง ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ยังวิกฤตหลังฝนตกหนักติดต่อกัน 3 วัน ส่งผลทำให้น้ำป่าไหลหลาก ดินสไลด์ และน้ำท่วมฉับพลัน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนจะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วนแล้ว แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เพราะลักษณะภูมิประเทศเป็นป่าเขาสูงสลับซับซ้อน เวลาฝนตกทำให้ดินสไลด์หรือดินถล่มต่อเนื่อง
ส่วนที่ จ.บึงกาฬ ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ทำให้เกิดมวลน้ำไหลเข้าท่วมในหลายพื้นที่ และซ้ำเติมพื้นที่ท่วมเดิม โดยเฉพาะที่ ต.ถ้ำเจริญ อ.โซ่พิสัย มีน้ำท่วมบ้านเรือนชาวบ้านเสียหายกว่า 70 หลังคาเรือน โดยที่บริเวณบ้านขี้เหล็กน้อย ถนนทุกสายที่เข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วมลึก รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านเข้าออกได้ จนหมู่บ้านมีลักษณะกลายเป็นเกาะกลางน้ำ การเดินทางต้องใช้เรือเท่านั้น
นอกจากนี้ มวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมเส้นทางเข้าหมู่บ้านศรีนาวา และท่วมบ้านเรือนอีกกว่า 20 หลัง ทหารต้องนำรถมาคอยบริการรับส่งชาวบ้านในการเดินทางเข้าออก ขณะเดียวกันทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยประจำพื้นที่ จ.บึงกาฬ และกำลังฝ่ายปกครอง อ.โซ่พิสัย ได้เข้าให้การช่วยเหลือชาวบ้านในการขนสิ่งของหนีน้ำ และอยู่ประจำการเฝ้าระวังเหตุตลอดเวลา
ที่ จ.นครพนม ระดับแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 11 เมตร ห่างจากจุดวิกฤตประมาณ 1 เมตร คือ ที่ 12 เมตร ส่งผลให้ลำน้ำสาขาสายหลัก คือ ลำน้ำสงคราม ลำน้ำอูน มีปริมาณน้ำสูง และไม่สามารถไหลระบายลงสู่น้ำโขงได้ ทำให้บางพื้นที่เริ่มเกิดปัญหาน้ำโขงหนุนทะลักท่วมพื้นที่ลุ่ม รวมถึงนาข้าว หากยังมีฝนตกลงมาต่อเนื่องจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำโขงทะลักท่วมหลายอำเภอ ทำให้ อดิศักดิ์ เทพอาสน์ ผวจ.นครพนม สั่งให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนประชาชนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยเฉพาะบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ตาก อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม รับมือฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากอิทธิพลร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศลาวและเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนาแน่น
สำหรับพายุดีเปรสชั่น “โกเมน” บริเวณประเทศบังกลาเทศ คาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางประเทศอินเดีย และจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในระยะต่อไป โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย







