
สภาขบคิด-สภาขับเคลื่อน
“บ้านเมืองมีคนคิดเยอะ แต่มีคนทำน้อย”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“บ้านเมืองมีคนคิดเยอะ แต่มีคนทำน้อย”
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้นำนักศึกษาปริญญาโทของสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จำนวน 32 คน ไปศึกษาดูงานในการอบรมชุดวิชาประสบการณ์วิชาชีพมหาบัณฑิต ก่อนที่จะจบและรับพระราชทานปริญญาในปีต่อไป โดยได้ไปศึกษาดูงานที่สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง (สพม.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอยู่ในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ ทั้งสองแห่ง
ในหลายๆ ประเด็นที่นักศึกษาได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับวิทยากรของหน่วยงานทั้งสองแห่ง มีสาระสำคัญที่สามารถสังเคราะห์หรือสรุปรวมเป็นประเด็นเด่นๆ ได้ 2-3 เรื่อง
เรื่องแรก องค์กรตามรัฐธรรมนูญเหล่านี้ยังควร “คงอยู่” ต่อไปอีกหรือไม่ ในทัศนะของบุคลากรที่ทำงานอยู่ในองค์กรเหล่านี้ ก็แน่นอนว่ายังคงอยากให้อยู่ต่อไปอย่างยืนยง ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีแห่งองค์กร (ที่จมไม่ลง) แล้ว ก็เป็นเรื่องของฐานะอาชีพที่ต้องเลี้ยงชีวิตครอบครัวกับตำแหน่งการเติบโตที่จะสร้างตัวตนจากตำแหน่งการงานเหล่านั้น
แต่ว่าในความเห็นของนักศึกษาส่วนใหญ่ (ซึ่งนักศึกษา มสธ.จะมีที่มาอย่างหลากหลาย ทุกวัยและอาชีพ แต่เฉพาะที่มาเรียนในสาขาวิชารัฐศาสตร์จะมีผู้ที่อยู่ในอาชีพทางการเมืองการปกครองค่อนข้างมาก เป็นต้นว่า ข้าราชการและนักการเมือง ทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น) เห็นว่าองค์กรเหล่านี้ยังทำงานไม่ได้ “ผลิตภาพ” อย่างที่สังคมต้องการ แม้จะพยายามปรับแก้ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จึงค่อนข้างที่มีความคิดไปในแนวของการ “ปรับรื้อ” ที่ไม่เพียงแต่จัดระบบโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ใหม่ แต่ถึงขั้นที่ยุบเลิกไปเสียเลย
เรื่องต่อมา ถ้าองค์กรเหล่านี้ยังต้องคงอยู่ต่อไป (ในขณะนี้ท่านทั้งหลายคงจะได้เห็นแนวคิดในการประนีประนอมระหว่างผู้มีอำนาจกับองค์กรเหล่านี้ ที่ได้ต่อรองและแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างกันและกันมาเป็นระยะๆ) ยังคงจะรักษาไว้นั้นด้วยเหตุผลใด ในทัศนะของผู้บริหารองค์กรต่างให้ความเห็นว่าก็เพื่อมีส่วนที่จะช่วยปฏิรูปประเทศนั้นต่อไป อย่างน้อยก็มีส่วนในกระบวนการตรวจสอบและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์
แต่ว่าในความเห็นของนักศึกษากลับมองไปว่า องค์กรเหล่านี้ยังไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเท่าใดนัก เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 องค์กรเหล่านี้ก็ได้สร้างปัญหาให้กับการปฏิรูปประเทศ อย่างหนึ่งก็คือยังทำตัวเป็น “ระบบราชการ” ที่อยู่เหนือประชาชน การขยายองค์กรให้มีหน่วยงานและกฎระเบียบมากมาย ยังคงเป็นกิจกรรมหลักของหน่วยงานเหล่านี้ ในขณะที่ไม่ได้ตรวจสอบอะไรให้เป็นมาตรฐาน หรือสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้แก่การเมืองไทย
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อองค์กรนี้ยังคงมีอยู่ ในอนาคตประชาชนจะคาดหวังอะไรได้อีกบ้าง ในทัศนะของผู้มีอำนาจก็คงจะตอบปัญหานี้ให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจนไม่ได้ เพราะประชาชนเริ่มรู้สึกว่ายิ่งมีองค์กรเหล่านี้มากขึ้น ก็ยิ่งจะเพิ่มความสับสนที่จะใช้ประโยชน์จากองค์กรเหล่านี้ เหมือนการรักษาโรคแบบ “มากหมอมากความ” ไม่รู้จะใช้หมอไทย หมอจีน หรือหมอฝรั่ง โดยเฉพาะวิสัยหมอก็มักจะถือตัวเองเป็น “ผู้วิเศษ” ไม่มีใครยอมใคร เป็น “จอมทิฐิ-เจ้าทฤษฎี” ไปทั้งหมด รวมทั้งที่พยายามแสดงความเป็น “หัวหมอ” ครอบงำความคิดของคนไทย
ปัญหาการเมืองไทยก็อยู่ที่ “ไม่มีใครยอมใคร” นี่แหละ
เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนลองคิดย้อนไปเมื่อครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ถึงความคิดที่จะได้มีการ “รวมศูนย์อำนาจ” ในทุกๆ องคาพยพของการเมืองไทย นับตั้งแต่ให้คณะราษฎรเป็นกลุ่มการเมืองเพียงกลุ่มเดียวที่มีอำนาจสูงสุด ให้มีสภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎรที่คุมอำนาจเหนือสมาชิกส่วนใหญ่ไว้ในการควบคุมของคณะราษฎรนั้นด้วย ซึ่งก็สามารถประคับประคองสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาลมาได้อย่างต่อเนื่องเกือบ 15 ปี แต่พอมามีรัฐธรรมนูญปี 2489 ที่ให้มี “พฤฒิสภา” ขึ้นมาทำหน้าที่เป็นสภาสูง เพื่อหวังว่าจะมาเป็น “พี่เลี้ยง” หรือช่วยประคับประคองอำนาจร่วมกับสภาผู้แทนฯ ก็เริ่มจะมีปัญหา ในที่สุดคณะทหารในยุคหลังรัฐประหารปี 2490 ก็ได้ออกแบบให้พฤฒิสภาเปลี่ยนเป็น “วุฒิสภา” นัยว่าจะให้ดูเข้มแข็งและมีศักดิ์ศรีเกียรติยศสูงขึ้น เพราะ พฤฒิ แปลว่า ผู้มีอายุมาก แต่วุฒินี้ แปลว่า มีความรู้มาก
ปัญหาการเมืองไทยอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ “พวกไม่รับความจริง”
อย่างกรณีการให้มีวุฒิสภา ความจริงก็เพื่อเอาพรรคพวกมาค้ำจุนอำนาจ เนื่องจากสภาผู้แทนราษฎรนั้นเป็นสภาที่ควบคุมยาก เพราะมีที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ แต่เนื่องจากกลุ่มอำนาจทางการเมืองไทย คือ กลุ่มราชการได้เป็นหลักมาแต่ต้น ดังนั้นการเอาข้าราชการมาอยู่ในวุฒิสภาจึงช่วยประกันเสถียรภาพได้มากขึ้น แนวคิดนี้เห็นได้ชัดเจนมากในการเขียนรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่ให้วุฒิสภา (หรือสภาข้าราชการ) มีอำนาจเท่าๆ กันกับสภาผู้แทนราษฎร นอกจากจะทำให้การเมืองในยุคนี้มีความต่อเนื่องมาจนถึงปี 2534 แล้ว ยังทำให้สถาบันราชการโดยเฉพาะกองทัพนั้นดูดีขึ้น หลังจากที่ตกต่ำสุดขีดในเหตุการณ์มหาวิปโยค 14 ต.ค. 2516
แต่ครั้นพวกโลกสวยครองประเทศไทยในยุคปฏิรูปการเมืองยุคแรกตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา “การไม่ยอมรับความจริง” ก็ปรากฏในแนวคิดของพวกแกนนำการปฏิรูปต่างๆ พวกนี้อย่างเป็นมหกรรม โดยเฉพาะการสร้างองค์กรต่างๆ ขึ้นมา “ขับเคลื่อน” การสร้างประชาธิปไตย โดยโปรยยาหอมว่าจะกระตุ้นให้คนไทยมีความตื่นตัว และในที่สุดก็จะมาช่วยกันรับผิดชอบบ้านเมือง แต่ในภาพจริงกลับกลายเป็นว่าแกนนำของพวกโลกสวยเหล่านี้ได้เข้ามามีอำนาจในองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่างๆ แล้วเข้าไปครอบงำประชาชนแทนที่จะให้ประชาชนขับเคลื่อนด้วยตัวเขาเอง
ประเทศไทยมีแต่คนชอบคิด ชอบ “มโน” แต่มีคนกระโจนเข้ามาทำหรือดำเนินการด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่น้อยมาก แต่ถ้าคิดหรือมโนด้วยความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง ที่สำคัญ “ยอมรับความจริง” ก็คงจะไม่นำประเทศมาสู่ความสับสนวุ่นวายอย่างที่เป็นมาในหลายๆ ปีนี้
นี่เราก็ยังอยู่ในวังวนเดิม คือ เอาพวก “พรางอำนาจ” มาร่างรัฐธรรมนูญกันอีก แล้วคนพวกนี้ก็จะได้เข้ามามีอำนาจในองค์กรต่างๆ เพื่อ “ต่อท่อน้ำเลี้ยง” ให้กับพวกของตนต่อไป
ประเทศไทยจึงมีแต่สภาขบคิดมากกว่าสภาขับเคลื่อน







