
ตำราฉบับชายขอบ การศึกษาเพื่อท้องถิ่น...เพื่อโลก
อดีตครูดอยผู้ตัดสินใจหันหลังให้กับระบบราชการ ผันตัวเองมาเป็นนักพัฒนาชุมชน
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
อดีตครูดอยผู้ตัดสินใจหันหลังให้กับระบบราชการ ผันตัวเองมาเป็นนักพัฒนาชุมชน และเคยสร้างวีรกรรมระดับชาติ ด้วยการขับไล่เรือสัญชาติจีนที่บุกรุกเข้ามาระเบิดเกาะแก่งในลำน้ำโขง เมื่อปี 2547
ชายวัย 60 เศษ ชื่อ “นิวัฒน์ ร้อยแก้ว” ในวันนี้ยังคงมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ และไม่เคยมีวันไหนที่ไม่ดำรงความเป็น “ครู”
ในฐานะครูใหญ่แห่งโฮงเฮียนแม่น้ำของ-สนามการเรียนรู้วิชาชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้ว ทำให้ “ครูตี๋” สามารถวิพากษ์ระบบการศึกษาไทยได้ถึงแก่นแท้
“โครงสร้างทางเศรษฐกิจมันสัมพันธ์กับคน และคนก็สัมพันธ์กับการศึกษา มันจะแยกส่วนมองไม่ได้ ดังนั้นพอพูดเรื่องคุณภาพของคนก็ต้องเชื่อมโยงไปที่การศึกษา ซึ่งวันนี้ต้องรื้อใหม่หมด เพราะ
ผุพังจนไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว”
เราต้องศึกษาอะไร? ... “มันต้องศึกษาเพื่อท้องถิ่น เพื่อประเทศ และเพื่อโลก มันต้องศึกษากันอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้มันเป็นการศึกษาเพื่อตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งศึกษายิ่งเห็นแก่ตัว แล้วประเทศชาติมันจะไปกันได้อย่างไร”
ครูตี๋ บอกว่า หากมองระบบการศึกษาในอดีตจะพบว่า มีความพยายามทำให้เกิด “ความเป็นชาติ” คือทำให้เป็นไทยเดียว ให้พูดภาษาไทยกลาง เอาโรงเรียนออกจากวัด เอาประเพณีวัฒนธรรมจากส่วนกลางลงมา ซึ่งแท้จริงแล้วนี่เป็นการทำร้ายทำลายความเป็นมนุษย์
นั่นเพราะ “ครูตี๋” เชื่อว่าความหลากหลายคือความงดงาม และความหลากหลายทำให้มนุษยชาติอยู่กันมาได้อย่างยาวนาน เพราะมันมีหลายปัญญาหลายภูมิ แต่เมื่อมีความพยายามบีบให้เป็นไทยเดียว ก็เลยเป็นปัญหากดทับทางวัฒนธรรมมากมาย ภูมิปัญญาและองค์ความรู้เก่าแก่จึงหายไปหมด
“แต่สุดท้ายเรื่องการเป็นไทยเดียวมันเป็นไปไม่ได้ สำนึกชาติมันไกลและจับต้องยาก แต่สำนึกการอยู่ร่วมมันง่าย มันเห็นและอธิบายได้ เหล่านี้คือเรื่องของการศึกษา คือศึกษาให้รู้จักตัวเอง ให้รู้จักท้องถิ่น เพราะถ้ารู้จักมันดีแล้ว แผ่นดินและทรัพยากรต่างๆ ก็จะได้รับการปกป้อง”
สำหรับหลักสูตรในปัจจุบัน อดีตครูดอย เสนอว่า ไม่จำเป็นต้องสอนเรื่องคุณธรรม 12 ประการ เพราะมนุษย์มีความรู้สึกเจ็บปวดมาตั้งแต่กำเนิดอยู่แล้ว สิ่งที่จำเป็นต้องสอนคือ เรื่องการ “เคารพ” ผู้อื่น และต้องเห็นผู้อื่น “เท่าเทียม” กัน หากสอน 2 เรื่องนี้บ่อยๆ ก็จะเกิดความสำนึก เพราะลึกๆ แล้วมนุษย์มันมีความเจ็บปวดเหมือนกัน
“ที่จริงการเรียนของมนุษย์ไม่ได้ซับซ้อนเลย เด็กไม่มีความซับซ้อน แต่กระบวนการคิดของผู้ใหญ่กลับทำให้เด็กซับซ้อน แล้วก็เอาไปสอนกันอย่างซับซ้อน ต้องทำแบบนั้น-ต้องทำแบบนี้ ต้องให้มันเขียนก่อนนะ อย่าให้มันอ่านก่อน วุ่นวายไปหมด ... ก็นั่นมันเรื่องของมัน ปล่อยมัน มันจะทำอะไรก่อนหลังก็เป็นเรื่องของเด็ก ครูเป็นแค่ผู้จัดกระบวนเท่านั้น อย่าไปบังคับมัน เด็กคนไหนชอบอะไรก็ปล่อยมันไป ส่งเสริมมัน ทำแค่นั้นพอ
“...เมื่อก่อนเรียนถึง ป.4 ก็บอกว่าไม่พอ มันโง่ ก็เลยให้ไปถึง ป.6 แต่สุดท้ายมันกลับโง่กว่า ป.4 ถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น ก็เพราะนักการศึกษามันคิดซับซ้อนมากไป พอไปบังคับเด็กมันก็กลายเป็นการ
กดทับทั้งทางจิตสำนึกและจิตวิญญาณ
“...อย่าไปซับซ้อนกับมัน เด็ก เพราะโตมามันซับซ้อนอยู่แล้ว ให้มันเรียนในสิ่งที่มีความชัดเจน ให้มองเห็นอะไรชัดก่อน แล้วความชัดเจนนั้นมันจะไปจัดการกับกระบวนการที่ซับซ้อนตอนโต ถ้ามันเป็นคนที่ซับซ้อนตั้งแต่เด็ก มันก็จะซับซ้อนอยู่อย่างนั้นตลอด แล้วก็จะไม่เคยเข้าใจอะไรเลย แต่ถ้ามันมองอะไรชัด ความซับซ้อนในอนาคตมันก็มองเห็น”
ครูตี๋ บอกว่า การศึกษาต้องไม่อยู่ในกำมือของใครคนใดคนหนึ่ง นั่นหมายความว่า ต้องไม่ขึ้นอยู่เฉพาะกับนักการศึกษาเป็นผู้จัดเท่านั้น นั่นเพราะทุกที่ในประเทศมันมีองค์ความรู้ และทุกอย่างก็มีวิธีการจัดการ ไม่เช่นนั้นมนุษย์จะมีชีวิตยืนยาวมาได้อย่างไร
“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในมหาวิทยาลัยคือ สภามหาวิทยาลัย เพราะคณะกรรมการมีแต่ดอกเตอร์ทั้งนั้น ทั้งๆ ที่สิ่งที่ให้เด็กเรียนมันมีอยู่ในบ้านนี้เมืองนี้ ซึ่งคนที่รู้เรื่องบ้านนี้เมืองนี้ก็คงไม่ได้มีแต่นักการศึกษาเท่านั้น”
นักพัฒนาชุมชนรายนี้ เทียบเคียงการเรียนการสอนสาขาพัฒนาชุมชนในมหาวิทยาลัยจากประสบการณ์กว่า 10 ปี ที่ได้คลุกคลีอยู่กับนักศึกษาที่วนเวียนกันฝึกงานมาโดยตลอด เขาตั้งคำถามง่ายๆ ว่า การที่นักศึกษาเหล่านี้ออกมาฝึกงานเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น แล้วจะเอาอะไรกลับไปพัฒนาชุมชน
“เด็กมีเวลาเรียน 4 ปีจบ แต่ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย 3 ปีเศษ มีเวลาสัมผัสชุมชนจริงๆ 2-3 เดือน แล้วเขาก็ไปสอบเป็นข้าราชการ คอยทำหน้าที่นำพากระบวนการพัฒนาชุมชน มันก็พาชุมชนฉิบหายกันหมด ตายกันพอดี
“...เด็กพวกนี้จบออกไปก็เป็นนักพัฒนาที่อยู่แต่ข้างล่าง รัฐบาลบอกให้ทำโครงการอะไรก็ทำ ซึ่งถ้าเป็นผมออกแบบ เด็กปี 1 จะให้มันอยู่ในมหาวิทยาลัย 5 เดือนแรก ให้รู้จักเพื่อนฝูง ให้เรียนทฤษฎีเบื้องต้น จากนั้นก็ส่งมันกลับบ้านเลย ให้ไปศึกษาพื้นฐานของบ้านตัวเองว่ามีประเด็นปัญหาอะไรบ้าง และมีแนวทางการแก้ไขตามทฤษฎีอย่างไรได้บ้าง
“...พอสิ้นปีก็กลับมาเด้อ กลับมานำเสนอผลการศึกษา เอามาแลกเปลี่ยนกัน สาขาหนึ่งมี 40 คน ก็ 40 พื้นที่ 40 ประเด็นปัญหา ครูมันก็จะได้ฉลาดขึ้นด้วย แค่นี้พอแล้วปี 1
“...พอเข้าปี 2 ก็ขยับเรื่องทฤษฎีให้มากขึ้นอีก แต่ลดเวลาเรียนลงให้เหลือแค่ 3 เดือนพอ พ่อแม่ก็ประหยัดด้วย ไม่ต้องส่งเงินให้ลูก จากนั้นก็ให้มันกลับไปศึกษาอีก แต่กำหนดขอบเขตให้ใหญ่ขึ้น ให้ศึกษาระดับตำบลเลย แล้วปลายปีก็มาสรุปกันอีกที
“...พอขึ้นปี 3 ลองให้ไปดูความแตกต่างบ้าง เช่น ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม เอาให้มันต่างจากเดิม ครูก็จะได้ตามเด็กออกไปดูชุมชนด้วย ไปกินนอนกับเด็ก ครูก็ฉลาดขึ้นอีก สุดท้ายปี 4 ผมให้เวลาเด็กมันทั้งปีเลย ให้ลองทำแผนพัฒนาอำเภอมาดูหน่อย ปล่อยมันเลย มันจะอยู่ไหน เดินทางไปไหนก็เรื่องของมัน
“...ถ้าเรียนแบบนี้ จบออกมา 4 ปี ผมว่ามันพอตัวแน่ แต่ทุกวันนี้มันฝึก 2-3 เดือน แล้วให้ออกไปเป็นนักพัฒนาชุมชน มันจะพาสังคมล้มเหลวหมด มันจะไปพัฒนาได้อย่างไร ฉะนั้นมหาวิทยาลัยต้องสนับสนุน เอาเงินให้มันเลย ส่งเสริมให้มันออกไปฝึกงาน ให้มันลงพื้นที่
“ต้องส่งเสริมให้ทุนมันเหมือนมันเป็นนักศึกษาแพทย์ เพราะสาขาพัฒนาชุมชนมันคือแพทย์ของสังคม ส่วนแพทย์ที่เรียนกันมันเป็นแพทย์ของปัจเจก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะ”
ครูตี๋ ยังเสนอความคิดอีกว่า ในเด็กเล็กชั้นประถมศึกษาก็ควรให้เรียนแค่ครึ่งวันพอ นอกจากนั้นให้เด็กไปพัฒนาเรื่องของความเป็นมนุษย์ เช่น พอถึงวันโกน วันพระ ให้เป็นวันหยุดไปเลย ไม่ต้องไปโรงเรียน แต่ครูต้องพาไปวัด ไปกวาดวัด ไปเจอผู้เฒ่าผู้แก่บ้าง
“พอไปกันอย่างนี้ พระก็จะได้ไม่ต้องนอนกินอยู่อย่างเดียว ก็ต้องลุกขึ้นมาสอน ศาสนาก็ต้องเข้ามาช่วย เสาร์อาทิตย์จะเล่นเกมอะไรก็เล่นไป แต่วันโกน วันพระ ต้องได้เจอหลวงพี่-หลวงตาแน่ ทีนี้พระก็จะต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมา ช่วยสร้างจิตวิญญาณให้เด็ก ไม่ใช่เอาแต่นอนเอาแต่กินเหมือนในปัจจุบัน”
ครูตี๋ สรุปประเด็นว่า ทุกวันนี้การศึกษาไทยมุ่งสร้างคนให้มารับใช้อุตสาหกรรมเท่านั้น คนที่ถูกสร้างก็เป็นคนอุตสาหกรรมที่คิดและกระทำเหมือนกันหมด ซึ่งเชื่อว่าหากเป็นเช่นนี้สังคมไปไม่รอดแน่ เพราะถ้าคิดอย่างเดียวกันก็จะแย่งกัน เช่น คิดเรื่องเงินเหมือนกันก็จะแย่งเงินกัน ดังนั้นการเรียนต้องมีความหลากหลาย
ทิ้งท้าย “ครูตี๋” ย้ำปรัชญาโฮงเฮียนแม่น้ำของ “ความงดงามจะเกิดขึ้นได้ ถ้ารู้จักเคารพธรรมชาติและศรัทธาในความเท่าเทียมกันของมนุษย์”







