
เศรษฐศาสตร์ครูดอย " นิวัฒน์ ร้อยแก้ว " แนะโตจากฐานราก
ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตลอดปีที่ผ่านมา
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน
ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตลอดปีที่ผ่านมา ประจักษ์ชัดว่าไม่ได้ช่วยให้คนเล็กคนน้อยหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก เพราะมุ่งส่งเสริมแต่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ หวังได้ตัวเลขสวยหรูไว้ค้ำยันอำนาจรัฐบาล
“เชียงของ” หนึ่งในอำเภอของ จ.เชียงราย เมืองเล็กๆ สงบเงียบในอ้อมกอดของลำน้ำโขง จึงถูกเลือกเป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” โดยเชื่อว่าการลงทุนใน “พื้นที่พิเศษ” จะช่วยให้คนส่วนใหญ่พลอยฟ้าพลอยฝนได้อานิสงส์ เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะเฟื่องฟู
ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่โหยหาแต่ดัชนีตัวเลขแบบบวก ++ และบวก “โพสต์ทูเดย์” นัดสนทนากับ “ครูตี๋” ปราชญ์ชาวบ้านผู้ซึ่งประกาศตัว “ฮักเชียงของ” หมดหัวใจ และจะต่อสู้ขัดขวางเพื่อรักษาวิถีดั้งเดิมไว้ให้ลูกหลาน
นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ครูใหญ่แห่งโฮงเฮียนแม่น้ำของ บอกว่า หากพูดถึงทิศทางการพัฒนาของประเทศแล้วมาพูดถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันเลยก็ดูจะเป็นการตัดตอนจนเกินไป เพราะความบิดเบี้ยวของประเทศเริ่มตั้งแต่การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เมื่อปี 2504 ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
การพัฒนาเศรษฐกิจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา “ครูตี๋” สรุปว่า คนมักคิดถึงแต่เพียงจะทำอย่างไรให้เกิดความเจริญ ให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ให้ประเทศมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นวิธีคิดหลักของประเทศมาจนบัดนี้ ซึ่งเป็นการเดินตามกระบวนทัศน์ของนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตก
“แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้น แม้ครูจะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ แต่ก็กล้าพูดว่ามันไม่ใช่” น้ำเสียงครูตี๋หนักแน่น พร้อมอธิบายต่อว่า เพราะคนมันไม่เท่ากัน แม้ว่าค่าเฉลี่ยต่อหัวจะมาก แต่ในความเป็นจริงก็คือได้ไม่เท่ากัน จะเห็นว่าทุกวันนี้คนชั้นล่างจนลงเรื่อยๆ พื้นฐานสำหรับชีวิต เช่น ที่ดิน ที่ทำกิน ก็เริ่มหายไปหมด
“นี่เป็นผลจากการพัฒนาโดยที่คนเล็กคนน้อยปรับตัวไม่ทัน มันยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ เพราะเราคิดกันแต่เรื่องมวลรวมของประเทศ มองกันแต่ภาพใหญ่ มองแต่ในเชิงมหภาค”
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามปรับเปลี่ยนกลไกขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนา แต่ปัญหาคือกลับไม่เคยปรับเปลี่ยนแนวคิดหลัก นั่นทำให้กระบวนทัศน์เดิมๆ ยังคงอยู่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
ครูตี๋ บอกว่า การมองแต่ภาพใหญ่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาไปทำร้ายทำลายอะไรต่างๆ มากมาย “การพัฒนาบ้านเรา แม้จะมีการเปลี่ยนกลไกขับเคลื่อนมาหลายครั้ง แต่แนวคิดก็ยังเหมือนเดิมอยู่ เช่น การรัฐประหารที่เกิดขึ้นหลายครั้งหลายครา และทุกๆ ครั้งเราก็จะเห็นว่ารัฐบาลทหารไม่เคยนำพาประเทศไปในทิศทางที่คิดไว้ได้เลย มันกลับสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นอีก
“...ปัญหาก็คือชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม ชาวบ้านไม่สามารถนำเสนอในสิ่งที่ตัวเองเดือดร้อนได้ หรือแม้แต่ในยุครัฐบาลเลือกตั้งชุดที่ผ่านมา ก็ยังมีปัญหาเหล่านี้อยู่เหมือนกัน นั่นเพราะเรามุ่งเน้นแต่ภาพใหญ่ มองภาพใหญ่มากจนเกินไป”
ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นชัดคือเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยพัฒนาการท่องเที่ยวด้วยการมองแต่ภาพใหญ่เพียงอย่างเดียว ไม่เคยมองว่าการท่องเที่ยวต้องเริ่มจากชุมชน ทั้งๆ ที่วิถีและวัฒนธรรมมีจุดกำเนิดมาจากชุมชน พื้นฐานทุกอย่างก็เริ่มต้นที่ชุมชน
“ผมไม่เห็นด้วยกับที่ท่านรองนายกฯ ปรีดิยาธร เทวกุล ที่บอกว่าการท่องเที่ยวหมดมุขแล้ว เพราะ sun sand sea อะไรพวกนี้มันหมดมุขในเรื่องใหญ่ พอคุณทำแต่เรื่องใหญ่มันก็ไปไม่ได้ เราต้องกลับมาคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในเชิงจุลภาค ซึ่งหากทำได้ก็จะไม่มีวันหมดมุข ไม่มีทางหมดกึ๋น เที่ยวทั้งชีวิตก็ยังไม่หมด” อดีตครูดอยแนะนำ
ว่ากันเฉพาะพื้นที่เล็กๆ อย่าง อ.เชียงของ ก็สามารถทำการท่องเที่ยวเชิงชุมชนได้หลากหลาย ในฐานะประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ผู้นำเสนอแนวคิด 1 เมือง 2 แบบ แนวทางการจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรมให้อยู่ร่วมกับการพัฒนาได้ เขายกตัวอย่างว่า เมืองเชียงของมีแม่น้ำใหญ่ทั้งแม่น้ำโขงและแม่น้ำอิง มีลุ่มน้ำ มีพื้นที่ปลูกข้าวชั้นดี มีป่า ซึ่งสามารถนำมาบูรณาการเข้ากับการท่องเที่ยวได้
“ยกตัวอย่าง เราจะต่อยอดการท่องเที่ยวกับแม่น้ำได้อย่างไร เราจะทำอะไรกับข้าวเหนียวเขี้ยวงู หรือผลไม้ที่เชียงของปลูกได้ ไม่ว่าจะเป็น ส้ม ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง สับปะรด ทั้งหมดนี้เป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรือแม้แต่ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ที่ อ.เชียงของ มีถึง 9 กลุ่มชาติพันธุ์ ยังไม่นับประเพณี วัฒนธรรม หรือพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งบูรณาการเข้ากับการท่องเที่ยวได้ทั้งสิ้น
“ผมคิดว่าสิ่งที่หม่อมอุ๋ย (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร) พูดมาอาจจะมีนัยก็ได้ ผมคิดไปถึงปากบารา จ.สตูล หรือคิดถึงการท้าทายชาวบ้าน จ.กระบี่ ว่าคุณจะเลือกอะไร ระหว่างวิถีชีวิต-การท่องเที่ยว หรือคุณจะเอาอุตสาหกรรม นี่มันเป็นนัยที่สามารถเปรียบเทียบได้เลย คือเขาอาจต้องการบอกว่าท่องเที่ยวมันหมดมุขแล้ว ก็สร้างเป็นอุตสาหกรรมสิ
“...บางครั้งคำพูดมันก็มีนัยที่บ่งบอกถึงวิธีคิดของผู้นำเรานะว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ และถึงแม้บ้านเมืองจะเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเพราะการพัฒนาที่ไม่ฟังคนเล็กคนน้อย แต่ทิศทางนี้ก็ยังดำเนินอยู่”
นักพัฒนาชุมชนรายนี้กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เรื่อยมาจนถึงวันที่เรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ก็ยังคงเกิดวาทกรรมที่ให้คนเล็กคนน้อยช่วยกันเสียสละเพื่อ “คนส่วนใหญ่” ทั้งๆ ที่โครงการต่างๆ ในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมาได้ทำให้คนเล็กคนน้อยเจ็บปวดมาตลอด และคนที่เจ็บปวดเหล่านั้นก็มีจำนวนมากกว่ากลุ่มคนที่ถูกอ้างว่าเป็น “คนส่วนใหญ่” ของประเทศนี้ด้วยซ้ำ
“คำว่าคนส่วนใหญ่นี่มันก็มีคำถามว่าคือใคร เราดูมาตรฐานรายได้ของบ้านเรา คนส่วนใหญ่รายได้น้อย แค่นี้คำพูดมันก็ผิดแล้ว ดังนั้นการพัฒนาที่มันยั่งยืนหรือยาวนาน หากเรามองประเทศอื่นๆ ก็จะพบว่าทิศทางมันไม่ได้เป็นแบบนี้ เขาเอาเรื่องคนก่อน ต้องเริ่มจากการพัฒนาคน
“...มันไม่มีคำว่าสายไปหรือช้าไปหรอก เพราะไม่มีใครรู้พรุ่งนี้ มันก็ต้องเริ่มวันนี้ ถ้าเริ่มวันนี้นั่นหมายความว่าเริ่มมีอนาคตทันที และจากเริ่มต้นที่คนมันไม่ผิดไม่พลาดแน่ กระบวนการต่างๆ มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปเพราะคนมันถูกเปลี่ยนแปลง แต่ทุกวันนี้คนมันไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง มันก็เป็นไปตามกรอบที่วางไว้ ทีนี้กรอบที่วางไว้มันก็ถูกสร้างขึ้นหรือถูกจัดวางจากคนไม่กี่คน ก็เฉพาะคนที่ร่วมกันทำแผนพัฒนาขึ้นมานั่นแหละ
“...ถามต่อว่าไอ้คนไม่กี่คนที่พูดถึงนั้นมันไปจบสำนักไหนมา เขาไปเห็นอะไรมาบ้างตอนที่เป็นดอกเตอร์ สิ่งเหล่านั้นก็กลับมาเป็นกรอบครอบการพัฒนาของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบากมากที่สุด และถ้าเป็นสิ่งที่คนเหล่านั้นเรียนมาเมื่อ 30-40 ปีก่อน แต่กลับยังคิดว่ามันทันสมัยอยู่ คือตกยุคไปแล้วก็ยังไม่รู้ตัว นี่ยิ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก
“...รู้ไหมว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะมันมีคำว่าดอกเตอร์คาเอาไว้อยู่ ...ดอกเตอร์มันไม่โง่ไม่ใช่หรือ ก็เห็นเขาบอกกันมา”
ครูใหญ่แห่งโฮงเฮียนแม่น้ำของย้ำว่า ความมั่นคงที่ยั่งยืนและยาวนานต้องเริ่มจากสิ่งที่เล็กๆ ก่อน ต้องเกิดจากภายในคือเกิดจากสิ่งที่มีอยู่ แล้วเอาวิถีวัฒนธรรมเหล่านั้นมาแปลงให้เป็นสินทรัพย์ เพราะถ้าคิดกันแต่ภาพใหญ่ ก็ต้องสร้างภาพกันใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด
“ทุกวันนี้เราเอาแต่มองจากข้างนอกเข้ามา มันต้องคิดใหม่ มุมมองในเชิงเศรษฐศาสตร์ ต้องมองจากภายในออกไปข้างนอก คือมองจากตัวตน มองจากชุมชนให้กว้าง นั่นคือการพัฒนาที่จะยั่งยืนที่จะยาวนาน
“...หากโยงไปสู่ธรรมชาติก็จะเห็นว่า ต้นไม้ที่โตมาเลยมันจะไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนะ แต่ถ้าค่อยๆ ปลูกให้เติบโตขึ้นมาอย่างช้าๆ แบบนี้มันแข็งแรง”







