
โพสต์มั่ว-มุ่งการค้าผิดแน่
ในมุมมองผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.อ.สมพร แดงดี รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
โดย...เอกชัย จั่นทอง
ในมุมมองผู้บังคับใช้กฎหมายอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.อ.สมพร แดงดี รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ปอท.) เปิดเผยว่า การบังคับใช้กฎหมายว่าด้วย พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ปี 2558 การทำงานเฝ้าระวังจะทำร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อกวดขันจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด
มาตรการที่จะนำมาใช้เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายทั่วไป ทั้งการปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย และการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ให้ระมัดระวังเรื่องลิขสิทธิ์ให้มากขึ้น
“แต่คดีลิขสิทธิ์เหล่านี้ เป็นความผิดที่สามารถยอมความกันได้ เป็นเรื่องที่ผู้เสียหายจะกล่าวหาหรือไม่กล่าวหาก็ได้ ไม่เหมือนกับความผิดทางคดีอาญาแผ่นดินที่เราไปเจอแล้วจะดำเนินคดีได้ ทั้งนี้ หากไม่มีการร้องทุกข์ตามระเบียบก็ไม่สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้
“เพราะว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีโอกาสรู้ว่าผู้ใช้รายไหนละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะการที่เขาไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์แล้วไปใช้หรือไปดำเนินการนั้นได้รับความยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์มาหรือไม่ ดังนั้น เจ้าของลิขสิทธิ์หรือ ผู้มีสิทธิและผู้ดูแลจะต้องให้ข้อเท็จจริงตรงนั้น” รอง ผบก.ปอท. กล่าว
พ.ต.อ.สมพร ระบุด้วยว่า ดังนั้น เมื่อมีการออกกฎหมายบังคับใช้ป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ทางโซเชียลมีเดีย ประชาชนผู้ใช้บริการก็ต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น แต่ผู้ที่ใช้โดยสุจริต ไม่ได้ใช้แสวงหาเพื่อผลกำไรเชิงพาณิชย์ถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าผู้ที่ประกอบเป็นธุรกิจอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น
“พวกโพสต์ภาพหรือคลิปไม่ค่อยน่ากลัว ที่น่ากลัวคือพวกที่เปิดเป็นธุรกิจขายสินค้าออนไลน์ แล้วชอบไปใช้ภาพลิขสิทธิ์หรืองานสร้างสรรค์ของคนอื่นมาแปะมาวางมาใช้น่ากลัวกว่า” พ.ต.อ.สมพร กล่าว
อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.สมพร กล่าวว่า ไม่ว่าจะแชร์หรือโพสต์ การที่จะนำภาพหรือข้อมูลไปแชร์ต่อต้องคำนึงด้วยว่า ตัวเรามีสิทธิและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายหรือไม่ หากนำภาพหรือข้อมูลต่างๆ มาใช้แล้วอ้างแหล่งที่มาก็ถือว่าไม่มีความผิด แต่ถ้านำภาพที่มีลิขสิทธิ์ไปทำในเชิงพาณิชย์ก็จะเข้าข่ายเป็นความผิด จึงเชื่อว่า พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ จะช่วยลดปัญหาการตัดต่อดัดแปลงภาพต่างๆ หรือโพสต์ข้อมูลที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์ได้มากขึ้น
อีกมุมมองของ อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล กรรมการมูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง กล่าวว่า มีบางเรื่องที่ได้ระบุไว้ในกฎหมายเรื่องการใช้งานโดยชอบธรรมอื่นๆ ซึ่งให้ข้อยกเว้นไว้ แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะมีอะไรเพิ่มเติม เช่น ในข้อสุดท้าย องค์กรที่เป็นสถานศึกษา หอสมุด หรือการกระจายเสียงเพื่อสาธารณะ สามารถเข้าถึงข้อมูลเนื้อหาที่เป็นลิขสิทธิ์ได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือในยุคที่มีการให้ความรู้นอกจากสถานศึกษา ซึ่งอาจมีการเผยแพร่ผ่านตัวบุคคลหรือบล็อกต่างๆ ที่ไม่ใช่องค์กร ซึ่งตัวเขาเองอาจทำเพื่อส่วนรวมเพื่อสาธารณะ อาจจะเป็นการเปิดเผยความจริงบางอย่างเพื่อสาธารณะ แต่ข้อมูลในการเปิดเผยหรือเชื่อมโยงนั้นติดลิขสิทธิ์ มิได้มีการทำเพื่อการค้าหรือผลประโยชน์ ซึ่งตามกฎที่ระบุให้ยกเว้นเป็นการออกกฎโดยยึดจากองค์กรหรือหน่วยงาน แทนที่จะเป็นการยึดที่การกระทำของตัวบุคคล ส่วนนี้อาจจะต้องขยายส่วนนี้ให้กว้างขึ้นอีก
“พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ อันเก่ากับอันใหม่ จุดที่ต่างกันคือ ของเก่าไม่มีเรื่องเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเลย มีแต่เรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เป็นวรรณกรรม เช่น ภาพยนตร์ เพลง เทคโนโลยีคือส่วนที่เพิ่มขึ้นมา
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติมีกล่องหนึ่งใบ ใส่ซีดีไว้ข้างในแล้วล็อกกล่องไว้
“ตามกฎหมายเก่าคือการจะผิดก็ต่อเมื่อเราได้ปลดล็อกกล่องไปแล้ว นำซีดีไปทำสำเนา อันนี้ถึงจะถือว่าผิด แต่ตามกฎหมายใหม่ แค่เราปลดล็อกกล่อง ก็ถือว่าผิดแล้ว ไม่ว่าจะทำสำเนาหรือไม่ ถ้าเราทำสำเนาอีกก็ผิดอีก ถือว่าผิดสองเรื่องด้วยกัน” อาทิตย์ ระบุ







