posttoday
ชีวิตใหม่เป็นหนุ่มโรงงาน

ชีวิตใหม่เป็นหนุ่มโรงงาน

01 สิงหาคม 2558

เมื่อออกจากร้านค้านั้นมาแล้ว พี่ชายชวนผมออกไปกินข้าว

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

เมื่อออกจากร้านค้านั้นมาแล้ว พี่ชายชวนผมออกไปกินข้าว ท่าทางเขามีความสุขมากจึงไม่สนใจถามถึงเรื่องที่เถ้าแก่เรียกผมไปคุย ผมก็ไม่อยากเล่าเพราะอาจทำให้พี่ชายไม่พอใจ

เรานั่งกินข้าวขาหมูกันเงียบๆ ผมได้แต่ครุ่นคิดถึงคำพูดของเถ้าแก่ที่เฉลิมกรุง แล้วก็ตัดสินใจถามพี่ชายว่า “ทำไมพี่ไม่ลองทำอาชีพอื่นดูบ้าง เผื่อจะดีกว่านี้”

“พี่ไม่มีเวลาไปลองอะไร ทุกวันเมียกับลูกๆ ของพี่ต้องกินต้องใช้ หากพี่ไม่อดทน ไม่ทำรองเท้า ไม่ไปเร่ขายรองเท้า พี่ก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากที่ไหนไปซื้ออาหารให้พวกเขากิน”

คำตอบของพี่ชาย ทำให้ผมได้รู้ความจริงของชีวิตอย่างหนึ่งว่า คนจนต้องทนอด แล้วยังต้องอดทน สำหรับผมความอดทนมีอยู่ในตัวเต็มเปี่ยม แต่ผมคิดว่าเราควรอดทนกับสิ่งที่มีอนาคต หากยังทนทำรองเท้าและเร่ขายไปกับพี่ชายแบบนี้ ชีวิตผมคงย่ำอยู่กับที่ มองอนาคตการค้ารองเท้าแบบหาเช้ากินค่ำของพี่ชายแล้ว รับไม่ได้

เมื่อกินข้าวเสร็จผมตัดสินใจบอกลาพี่ชาย ซึ่งทำให้เขาถึงกับตะลึงตาค้าง

“ทำไมล่ะซิวซี แกจะไปไหน ไปทำอะไร อยู่ที่บ้านพี่แกอึดอัดไม่สบายใจอะไรหรือ พี่สะใภ้พูดอะไรไม่ดีกับแกหรือเปล่า”

“เปล่าครับ ผมอยู่บ้านพี่สบายดีทุกอย่าง แต่ผมอยากออกไปลองทำอย่างอื่นดูบ้าง เผื่อว่ามันจะดี”

ผมรีบชี้แจงตามความเป็นจริง พี่ชายเลยพยักหน้าบอกว่า

“พี่รู้นะว่าพี่ไม่เก่ง ไม่มีธุรกิจการค้าที่ดี พี่หวังว่าแกจะเก่งกว่าพี่ พบลู่ทางการค้าทำธุรกิจดีๆ พี่ขอให้แกประสบความสำเร็จ”

ตอนออกจากบ้านพี่ชาย ผมยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน ไปทำอะไร ผมรู้แต่ว่า ผมต้องไปจากที่ที่อยู่เดิม เพื่อไปหาที่ที่มีความก้าวหน้า และผมจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นให้ได้!

ผมได้เป็นหนุ่มโรงงานหลังออกจากบ้านพี่ชายมายังไม่ทันข้ามวัน ผมได้งานทำในโรงงานที่ชื่อว่า “โรงงานฟอกหนังฟอฮับฟัด” ซึ่งการได้ทำงานในโรงงานนี้ก็เพราะความบังเอิญ

ก่อนหน้านี้ผมได้พบกับชายที่ร้องขายเต้าหู้อยู่ในละแวกบ้านของผมที่เมืองจีน ผมจำหน้าตาเขาได้แม่นยำ เพราะบางครั้งยังเคยอุดหนุนเขาด้วยซ้ำไป แต่ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กอยู่ เขาจำผมไม่ได้ แต่ผมจำเขาได้ดี อย่างที่มักได้ยินคนพูดว่า “ผู้ใหญ่มักจำเด็กไม่ได้ แต่เด็กจะจำผู้ใหญ่ได้” เพราะหน้าตาและร่างกายของผู้ใหญ่จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ส่วนเด็กเปลี่ยนไปทุกวัน ทั้งเรื่องหน้าตาและความเจริญเติบโต ช่วงที่อยู่เมืองจีน ผมรู้ว่าชายขายเต้าหู้ที่ผมรู้จักได้อพยพไปอยู่เมืองไทยแล้ว ผมได้มาพบเขาอีกครั้งที่เมืองไทย ขณะนั้นผมกำลังเตร็ดเตร่อยู่ริมถนน ผมดีใจรีบเข้าไปทักทาย

ชายขายเต้าหู้มีทีท่างงๆ

“ลื้อเป็นใคร รู้จักชื่ออั๊วด้วยหรือ”

“ผมซิวซี อยู่หมู่บ้านท้งคั้ง ซักฟูไง ผมเคยซื้อเต้าหู้อาเฮียกินบ่อยๆ”

ชายขายเต้าหู้นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ายิ้มให้ผมเมื่อนึกออก

“อ้อ...มาจากเมืองจีนเหมือนกัน คงเพิ่งมาถึงล่ะซิ”

“ครับ ผมเพิ่งมาได้แค่ 12 วันเอง”

แล้วแกกับผมก็คุยกันอย่างถูกคอ ในฐานะคนบ้านเดียวกัน พอคุยกันไปได้สักพัก แกก็เอ่ยปากถามว่า ตอนนี้ผมทำงานอยู่ที่ไหน ผมตอบไปตามตรงว่า เพิ่งออกมาจากบ้านพี่ชาย กำลังหางานทำและถามแกว่าพอมีช่องทางฝากงานให้ผมบ้างหรือเปล่า แกทำท่าขบคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นว่า “ตอนนี้โรงงานฟอกหนังฟอฮับฟัด กำลังเปิดรับสมัครคนงาน อั๊วจะลองไปพูดฝากลื้อให้เอาไหม?”

ผมได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น แกพาผมไปรู้จักกับเถ้าแก่ที่โรงงานฟอกหนัง แม้ว่างานในโรงฟอกหนังจะหนักและเหม็นแค่ไหน ผมก็ยินดีทำงานนี้ เมื่อนึกว่า

ผมจะมีเงิน ไม่ต้องพึ่งใคร ลึกๆ แล้วผมหวังว่างานกับเงิน จะเป็นสะพานให้ผมได้เดินไปตามฝัน คือ การเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง

ผมเริ่มทำงานเป็นคนงานที่โรงงานฟอกหนังฟอฮับฟัด ด้วยเงินเดือนเดือนละ 80 บาท ซึ่งถือว่าไม่เลวนักเพราะราคาก๋วยเตี๋ยวในปี 2488 ชามละ 10 กว่าสตางค์ วันๆ ผมจ่ายค่าอาหารไม่ถึง 1 บาท (ค่าเงินในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นแบบนั้น) ผมกินใช้อย่างประหยัด ที่พักก็มีอยู่ในโรงงาน ทำให้ผมนึกกระหยิ่มอยู่ในใจผมจะต้องเก็บเงินให้ได้มากๆ

โชคดีที่เถ้าแก่ถูกชะตาผม ให้เบิกเงินล่วงหน้าเป็นค่าอาหาร ทำให้ผมมีกินมีใช้ทำงานได้จนครบเดือน หลังจากนั้นผมไม่เคยเบิกเงินล่วงหน้าจากเถ้าแก่อีกเลย

ทำงานอยู่ที่โรงงานได้พักหนึ่ง ผมก็คิดอยากหารายได้เพิ่มเพื่อจะได้มีเงินเก็บมากขึ้น ตอนนั้นคิดแต่ว่าจะต้องเก็บเงินให้มากที่สุด เพื่อวันหนึ่งผมเกิดอยากทำการค้า หรือลงทุนอะไร ผมจะได้ทำได้ไม่ติดขัด ผมเริ่มมองหางานพิเศษทำ โดยเดินหางานพิเศษหลายๆ แห่ง

เมื่อเดินมาแถวเยาวราช มองเห็นคนกินอาหารในร้านอาหารดีๆ ใจก็คิดขึ้นมาว่า ทำไมเขามีเงินมากินอาหารอร่อยในร้านหรูๆ แบบนี้ พอเดินผ่านร้านทองเห็นคนซื้อทองมากมาย ใจก็คิดขึ้นมาอีกว่า ทำไมพวกเขามีเงินมาซื้อทองได้แบบนี้

จากการเดินหางานแถวเยาวราช ทำให้จิตใจของผมเร่าร้อน คิดมากว่า ทำไมผมไม่รวยแบบเขา ทำอย่างไรจึงจะรวยได้บ้าง คืนนั้นผมนอนไม่หลับ ทุกครั้งที่หลับตาลงเห็นแต่คนกินอาหารอร่อยๆ เห็นแต่ทองเต็มไปหมด แต่ไม่ใช่ของผม ผมจะหาเงินอย่างไรจึงจะรวยได้แบบนั้น ผมจะมีโอกาสรวยไหม นอนคิดฟุ้งซ่าน อยากมีอยากได้ แต่ก็คิดว่า สิ่งที่ต้องการมันเกินเอื้อมจริงๆ

แต่สุดท้ายผมก็บอกกับตัวเองว่า ผมต้องทำได้ ต้องรวยให้ได้ ผมต้องทำงานหาเงิน ต้องเก็บเงิน ในเมื่อผมยังหนุ่มยังแน่น ร่างกายยังแข็งแรง ผมจะขยัน งานอะไรก็ได้ที่สุจริตผมไม่เกี่ยง จะทำงานทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน ผมตั้งใจจะเก็บเงินสักก้อน ผมต้องการเป็นเถ้าแก่ และต้องทำให้ได้

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท