
กดดันแบงก์คายเงิน ลดดอก-ค่าต๋งได้จิ๊บจ๊อย
8...ทีมข่าวการเงิน
ปรากฏการณ์ประกาศนโยบายของรัฐบาลของกระทรวงการคลัง เพื่อกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปกำกับดูแลการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และการคิดอัตราค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินให้เป็นธรรมกับผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ระบบธนาคารพาณิชย์หากำไรเอาเปรียบผู้บริโภคเกินสมควร
นับเฉพาะรายได้จากค่าธรรมเนียมก็ตกประมาณปีละ 2.12.4 หมื่นล้านบาท
กำไรจากดอกเบี้ยทั้งระบบปีละเฉียด 35 หมื่นล้านบาท
โดยเฉพาะดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ยังสูงถึง 20% แม้ดอกเบี้ยจะต่ำลงมาก ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยก็สูงลิ่ว
แม้จะสั่งการหรือให้นโยบายผ่านลมปาก ยังไม่ใช่การสั่งการเป็นทางการ มีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร แต่การปฏิบัติการครั้งนี้ก็ได้กลายเป็นนโยบายผูกมัดรัฐบาลชุดนี้ไปโดยปริยาย
เพราะขณะนี้ชาวบ้านร้านตลาด โดยเฉพาะคนมีหนี้สิน...ชะเง้อคอคอยดูผลงานของรัฐบาลกันทั่วประเทศ
ฉะนั้น ถ้านโยบายนี้ผ่านออกไปแล้วไม่เกิดมรรคผลใดๆ ในทางปฏิบัติ ระบบธนาคารพาณิชย์ยังดำเนินงานไปตามปกติ ไม่ได้ใส่ใจที่จะตอบรับนโยบายของรัฐบาลแล้วละก็ รัฐบาลชุดนี้คงจบเห่!
ในสถานการณ์เช่นนี้ คงได้เห็นกระทรวงการคลังกดดัน ธปท. ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลและควบคุมระบบสถาบันการเงินหนักมือมากขึ้น
ไม่เช่นนั้น การจะผ่านนโยบายทางลมปากให้นำไปสู่การปฏิบัติ หรือกำหนดเป็นนโยบายให้สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติคงไม่เกิดเป็นจริงแน่นอน เพราะ รมว.คลัง ลงมือทำเรื่องนี้เองโดยตรงไม่ได้
แต่ในห้วงเวลาที่สถาบันการเงิน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินที่มิใช่ธนาคารพาณิชย์ (นันแบงก์) เองก็หารายได้จากการปล่อยสินเชื่อได้ไม่มาก เพราะปล่อยเงินกู้ได้น้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจชะลอในช่วงที่ผ่าน ทำให้นักลงทุนและประชาชนผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังรอดูท่าทีไม่ตัดสินใจกู้
ดังนั้น การจะให้ ธปท. ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลด้วยการไปหาทางกดดันธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์ ให้ยอมลดดอกเบี้ยในช่วงนี้ ด้วยการหั่นส่วนต่างดอกเบี้ยรับกับดอกเบี้ยจ่าย (สเปรด) ให้ต่ำลง ในเร็วๆ นี้ คงเป็นไปได้ยาก
เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายในเชิงโครงสร้าง และอิงกลไกตลาดของ ธปท. น่าจะต้องใช้เวลาอีกระยะ กว่าธนาคารและนันแบงก์จะปรับตัวลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมลงได้
ไม่ใช่ตอนนี้หรือวันสองวันนี้แน่นอน
แต่ครั้นจะไม่ให้สถาบันการเงินในระบบปรับตัวเองรับนโยบายรัฐบาลนี้เลยก็คงไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลและ ธปท. อาจจะรุกหนักขึ้น
ขณะเดียวกัน ลูกค้าผู้บริโภคก็ติดตามดูอยู่เช่นกัน การไม่ทำอะไรเลย อยู่นิ่งๆ เช่นเดิมคงไม่ดีแน่...
สถาบันการเงินในระบบคงต้องปรับตัวเองด้วยระดับหนึ่ง เพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์ทั้งต่อภาครัฐและลูกค้าผู้บริโภค
ด้วยเหตุนี้ ในระยะจากนี้ไปไม่เกิน 56 เดือน ประชาชนผู้บริโภคน่าจะเห็นการปรับตัวของระบบธนาคารพาณิชย์อย่างน้อยใน 2 เรื่อง
เรื่องแรก สังคมอาจเห็นดอกเบี้ยเงินฝากปรับเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เพื่อให้สเปรดของระบบที่เฉลี่ยอยู่ในปัจจุบันที่ระดับ 3% แคบลง และทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากที่ปัจจุบันต่ำติดดิน ต่างจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงลิ่วน้อยลง
อย่างน้อยก็ให้ทิศทางดอกเบี้ยเงินฝากสอดคล้องกับระดับอัตราเงินเฟ้อ หรือราคาสินค้าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นบ้าง เพื่อเอาใจผู้ฝากเงินทั้งหลายไม่ให้ถอนเงินฝากหนีเลิกภักดีกับธนาคาร
เพราะให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ ที่ยังมีความเสี่ยงสูงโดยตรงลงทันทีก็คงไม่ได้
เพราะคงไม่มีนายธนาคารคนไหนที่ยอมหั่นดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาในห้วงที่ดอกเบี้ยส่อแววจะทะยานขึ้น
แถมการลดดอกเบี้ยอาจมีผลต่อรายได้ผลกำไรของธนาคารโดยตรงทันที และอาจกระทบต่อราคาหุ้นได้
ดังนั้น สิ่งที่จะเห็นได้หลังจากนี้ไปคือการปรับดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นมา ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยลดลงโดยปริยาย
ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย จ่ายอัตราดอกเบี้ยเงินในปัจจุบันเฉลี่ยทั้งระบบในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำสุดสูงสุด แบ่งเป็นดอกเบี้ยออมทรัพย์ 0.21.5% ดอกเบี้ยฝากประจำ 3 เดือน 0.51.25% ดอกเบี้ยฝากประจำ 6 เดือน 0.51.5% ดอกเบี้ยฝากประจำ 12 เดือน 0.651.8% และดอกเบี้ยเงินฝาก 24 เดือน 1.252.5%
ขณะที่ระดับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยประเภทต่างๆ โดยดอกเบี้ยเงินกู้ธรรมดาขั้นต่ำ (เอ็มแอลอาร์) เฉลี่ยอยู่ที่ 6.44% ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยขั้นต่ำ (เอ็มอาร์อาร์) เฉลี่ยอยู่ที่ 7.22% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชีขั้นต่ำ (เอ็มโออาร์) 6.84% และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่คิดในระบบเฉลี่ยอยู่ที่ 21.92% คิดดอกเบี้ยผิดนัด 23.85%
จะเห็นได้ว่าส่วนต่างดอกเบี้ยที่ยังไม่หักต้นทุนการดำเนินงาน และค่าการพนักงานสูงลิ่วกว่า 56% หากสามารถลดลงมาให้เหลือ 4% ได้นโยบายนี้ก็ออกฤทธิ์และสร้างบุญกุศลได้อักโข
เรื่องที่สอง น่าจะเห็นธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์ปรับลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลลงจากระดับปัจจุบันอีก ตามการปรับลดลงของธนาคารกรุงเทพที่ปรับดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงจาก 20% เต็มเพดาน ลงมาเหลือ 18% ให้กับลูกค้าชั้นดี
หรือไม่ก็ทำเช่นเดียวกับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ หรือ HSBC ที่ดำเนินการลดดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงมาให้อยู่ในระดับ 1819% ไปก่อนหน้านี้
รวมทั้งน่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลจากปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เก็บเต็มเพดานถึง 28% ลงด้วยเช่นกัน
การตอบรับนโยบายของ ธปท. และภาครัฐที่กดดันต่อภาคธุรกิจธนาคารพาณิชย์อย่างน้อยใน 2 แนวทางนี้ น่าจะเกิดให้เห็นได้แน่ๆ แม้ลูกค้าผู้บริโภคจะไม่ได้ประโยชน์มากนัก แต่ก็ยังได้บ้าง ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
อย่างน้อยก็ดูแลระดับส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากในปัจจุบัน ที่มีส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยจ่ายและดอกเบี้ยรับสุทธิ (NIM) ระดับส่วนต่างของไทยที่ 2.783.3% ไม่ให้สูงไปมากกว่านี้
เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 2.82.9%
และแนวโน้มการดำเนินการตามทิศทางเหล่านี้ ก็น่าจะเป็นเสาค้ำยันอนาคตของรัฐบาลชุดนี้ได้ระดับหนึ่ง
อย่างน้อยก็ไม่ถูกตราหน้าว่า ผลักดันนโยบายเพียงแค่ลมปาก ไร้ประโยชน์ เป็นนักการเมืองขายฝัน...
อย่างน้อยมรรคผลจากการกดดันทางลมปากก็เกิดประโยชน์กับลูกค้าผู้บริโภคที่ออกเสียงเลือกตั้งได้บ้าง เป็นจุดขายความต่างให้ไม่เหมือนรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา...สร้างโอกาสในการกลับมาบริหารประเทศได้ใหม่อีกทาง
นอกจากนี้ การปรับตัวของธนาคารยังทำให้ ธปท. ทำหน้าที่ตอบโจทย์ ด้านการกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิตทั้งของธนาคารพาณิชย์และนันแบงก์ ในเรื่องการคิดดอกเบี้ยไม่เป็นธรรม สนองกระทรวงการคลังได้ด้วย และอาจจะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงของผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่เลยก็ได้
แต่จะให้ลดลงทั้งหมดจากรายได้ที่มีการคิดค่าธรรมเนียมกันไตรมาสละ 2.1 หมื่นล้านบาทนั้นเลิกฝัน
เช่นเดียวกับการทำให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาจากปัจจุบันนั้นคงเป็นไปไม่ได้
ต่อให้สิบประสารก็ยากทำงานชิ้นนี้บรรลุผล เพราะนั่นหมายถึงกำไรของธนาคารจะลดลง...!!!







