
วิกฤตจีนกระทบสหรัฐ หวั่นเฟดติดเบรกขึ้นดอกเบี้ย
“เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ถือเป็นสำนวนที่ไม่เกินจริงเลยสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน เมื่อวิกฤตที่เกิดกับตลาดหุ้นและสภาพเศรษฐกิจจีนที่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก
“เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” ถือเป็นสำนวนที่ไม่เกินจริงเลยสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน เมื่อวิกฤตที่เกิดกับตลาดหุ้นและสภาพเศรษฐกิจจีนที่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก
เศรษฐกิจจีนกำลังเผชิญกับภาวะเติบโตต่ำที่สุดอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบ 20 ปี แรงขับเคลื่อนทั้งการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศอยู่ในสภาพติดเบรก
มิหนำซ้ำยังเผชิญกับสถานการณ์ฟองสบู่แฟบในตลาดหุ้นอีกด้วย โดยดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตซึ่งปรับตัวขึ้นไปถึง 60% เมื่อช่วงครึ่งปีแรก ในปัจจุบันปรับร่วงลงมาถึง 30% นับจากจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ซึ่งบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินความเชื่อมั่นของผู้บริโภคแดนมังกร
ด้วยความใหญ่โตของเศรษฐกิจจีนที่ถือเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลก การชะลอตัวของจีนประเทศเดียวจึงส่งผลกระทบไปทั่วทั้งโลก โดยสะท้อนได้ชัดจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งน้ำมัน ทองคำ และทองแดง ต่างขยับลงกันถ้วนหน้า เนื่องจากดีมานด์ที่หายไปจากแดนมังกร
ประเด็นคำถามสำคัญที่ยังคลุมเครืออยู่ในขณะนี้ คือ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนถึงสหรัฐหรือไม่?
ต้องเล่าย้อนก่อนว่า ในช่วงที่จีนผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลกนั้น เศรษฐกิจจีนและสหรัฐกระชับสายสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทั้งในภาคการเป็นหุ้นส่วนทางการค้าและการลงทุน โดยขณะนี้จีนเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ขณะเดียวกันสหรัฐก็เป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของจีนเช่นกัน
ดังนั้น หากเศรษฐกิจจีนเกิดสะดุด ผลกระทบในแง่ลบย่อมสะท้อนให้เห็นเศรษฐกิจของสหรัฐเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันเศรษฐกิจสหรัฐยังอยู่ในสภาพที่กำลังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และอาจกระทบถึงการตัดสินใจดำเนินนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เลยทีเดียว
ประการแรก การส่งออกของสหรัฐไปจีนอาจชะลอตัวลง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของจีน ทำให้ทั้งภาคธุรกิจและ เอกชนปรับลดสัดส่วนการนำเข้าเพื่อประหยัดรายจ่าย และส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า การส่งออกไม่ใช่เครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเมืองลุงแซม เนื่องจากมีส่วนในการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพียง 13% เท่านั้น และส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยการบริโภคภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม สภาพเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวได้ด้วย เศรษฐกิจสหรัฐจึงต้องพึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกมากขึ้น หากเศรษฐกิจจีนยังชะลอตัวเช่นนี้ สหรัฐย่อมเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักไม่น้อยทีเดียว
ยืนยันได้จากรายงานของ สเตท สตรีท โกลบอล แอดไวเซอร์ (เอสเอสจีเอ) ธุรกิจปรึกษาการลงทุนในสหรัฐ เปิดเผยว่า สัดส่วนการค้าโดยตรงระหว่าง “แดนอินทรี” กับ “แดนมังกร” ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และ
อีก 2 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มว่าการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอาจมีสัดส่วนสูงแซงหน้าสหรัฐ-แคนาดา
ประการต่อมา การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะกระทบถึงตลาดหุ้นสหรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากกว่า 40% ของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี เอส แอนด์ พี 500 มีรายได้จากการขายของในต่างประเทศ
กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วกับบริษัท ยูไนเต็ด เทคโนโลยี ผู้ดำเนินสายการผลิตเทคโนโลยีระดับสูงสัญชาติสหรัฐ ประกาศปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการประจำปี 2015 โดยให้เหตุผลว่า รายการสั่งซื้อจากจีนปรับลดลง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลดลงถึง 3% เป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในเอเชีย
ทั้งนี้ ไม่เฉพาะแต่ตลาดหุ้นสหรัฐเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากความซบเซาของตลาดหุ้นจีน แต่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากจีนป็นตลาดส่งออกใหญ่ของหลายประเทศ การชะลอตัวของจีนจึงเท่ากับเป็นการชะลอการนำเข้าให้ลดลง โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
ประการสุดท้าย มีความเป็นไปได้สูงมากที่สถานการณ์เศรษฐกิจของจีนจะจุดชนวนให้เกิด “วิกฤตทางการเงินขึ้นอีกระลอก” เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจจีนอย่างร้อนแรงเกิน 10% ในช่วงก่อนหน้านี้ ล้วนแต่มีพื้นฐานการเติบโตจากหนี้ จากเงินกู้ต้นทุนต่ำซึ่งไหลทะลักเข้ามาจากฝั่งตะวันตก
กรณีนี้จะสร้างปัญหาตราบใดที่เศรษฐกิจยังรักษาอัตราการเติบโตไว้ได้ ทว่าในปัจจุบันเศรษฐกิจจีนกลับอยู่ในสภาพชะลอตัวมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ ความสามารถในการชำระหนี้จึงด้อยลง และมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น
แน่นอนว่า หากวิกฤตความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้เกิดขึ้นกับจีน ย่อมสร้างผลกระทบที่รุนแรงกว่าวิกฤตหนี้กรีซ
ดังนั้นแล้ว แม้สภาพเศรษฐกิจจีนจะไม่มีผลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดโดยตรง แต่ความวุ่นวายในเศรษฐกิจจีนก็ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เฟดตัดสินใจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยในที่สุด
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายสำนักระบุตรงกันว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ในเดือน ก.ย.ปีนี้ หากสภาพเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับกับสภาพหลังจากการขึ้นดอกเบี้ยได้
เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ย ถือเป็นการส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายทางการเงินแบบเข้มงวด ซึ่งเฟดดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายมาตลอดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2009
การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นการดูดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจกลับเข้าสู่สถาบันการเงินต่างๆ เท่ากับเป็นการชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ดังนั้นหาก
เฟดตัดสินใจดำเนินนโยบายขึ้นดอกเบี้ยในขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ย่อมเป็นการติดเบรกให้เศรษฐกิจที่สุ่มเสี่ยงจะชะลอตัวอยู่แล้ว เข้าสู่สภาพชะงักงันในที่สุด
ดังนั้น ผลกระทบจากจีนจะลามถึงสหรัฐหรือไม่ นับเป็นปัจจัยที่เฟดและนักเศรษฐศาสตร์ให้น้ำหนักไม่น้อยทีเดียว
ไดแอน สว็องค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ เมซีโรว์ ไฟแนนเชียล กล่าวว่า เสถียรภาพทางการเงินสำคัญ หากจีนก่อให้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ และบ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเงิน ขณะที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย เฟดจะปรับเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม สว็องค์ เชื่อว่า เฟดตั้งใจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. แต่จะขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเท่านั้น ก่อนจะขึ้นในอัตราที่สูงกว่านี้ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไป
ในอีกมุมหนึ่ง หากวิกฤตจากจีนลุกลามไปถึงเศรษฐกิจสหรัฐ กรณีดังกล่าวย่อมกลายเป็นการติดเบรกให้กับเศรษฐกิจทั้งโลกอย่างแน่นอน เนื่่องจากสหรัฐเป็นมหาอำนาจ
ทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก เป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ของหลายประเทศ รวมถึงเป็นศูนย์กลางทางการเงิน
“จีนกำลังจาม แล้วทั้งโลกกำลังจะติดหวัดจากจีน” อย่างเห็นได้ชัด และหากวิกฤตจากจีนลามถึงสหรัฐจริง สุดท้ายก็จะกลายเป็นการฉุดให้เศรษฐกิจโลกกลับสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง







