
มาตรการกระตุ้นไม่มา เศรษฐกิจฟื้นยาก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี โดยเป้าใหญ่อยู่ที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจ สร้างสุญญากาศและบั่นทอนความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยให้ย่ำแย่มากขึ้น
ยิ่งผลสำรวจจากประชาชน นักลงทุน ส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนรัฐมนตรี ยิ่งไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะหากรัฐบาลปรับ ครม.ช้า ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจหยุดนิ่งลากยาวออกไป หรือหากรัฐบาลปรับรัฐมนตรีไม่ถูกคนถูกที่ การทำงานบริหารเศรษฐกิจก็สะดุด นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้แล้ว ยังสร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
ภาวะดังกล่าวทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องคิดหนักและพยายามกลบกระแสเรื่องนี้เป็นการชั่วคราว เพราะหากตัดสินพลาด เศรษฐกิจไทยยำแย่ขึ้น รัฐบาลก็จะอยู่ยากมากกว่าเดิมเช่นกัน
ดังนั้น จึงเห็นภาพนายกรัฐมนตรีสั่งให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ลงมาชี้แจงภาวะเศรษฐกิจหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดที่ผ่านมา รวมทั้งการตั้ง สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ให้เป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ส่วนหนึ่งก็เพื่อสยบข่าวปรับ ครม. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจว่า การบริหารงานของรัฐบาลยังเดินหน้าได้ปกติ ไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังไม่พอที่จะกระชากเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงขาลง ให้ผงกหัวกลับขึ้นมาได้อย่างที่รัฐบาลต้องการ เพราะการทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้อย่างรวดเร็วต้องการยากระตุ้นมากกว่ายารักษาโรค หากเศรษฐกิจระยะสั้นไม่ฟื้น เศรษฐกิจระยะยาวก็หวังได้ยาก
หากดูการปรับประมาณการเศรษฐกิจล่าสุดของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ลดลงจาก 3.7% มาอยู่ที่ 3% ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีแต่ทรุดลงแล้วลงอีกต่อเนื่อง โดยการส่งออกจากที่คาดว่าอย่างน้อยจะขยายตัวได้ 0.2% กลับไถลลงลึก คาดว่าจะติดลบถึง 4% ส่วนการลงทุนภาคเอกชนและการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนอีก 2 เครื่องยนต์ที่สำคัญขยายตัวได้แค่ 1.4% เท่านั้น มีเพียงการลงทุนภาครัฐเท่านั้นที่ขยายตัวได้สูง 20%
แม้แต่ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง ยังออกมายอมรับว่า เศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นได้เป็นรูปตัว V ซ้ำร้ายกว่านั้นคือเศรษฐกิจไทยแนวโน้มจะฟื้นเป็นรูปตัว U โดยท้องของตัว U ตกท้องช้างยาวกว่าปกติ หรือเข้าใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องทรงๆ ซึมๆ อย่างนี้ไปอีกนานกว่าจะเริ่มฟื้นตัวรอบใหม่
ขณะที่ภาคเอกชนประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้แย่กว่าที่ภาครัฐคาดไว้มาก เชื่อว่าทั้งปีจะขยายตัวได้ไม่ถึง 3% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐที่รัฐบาลคิดว่าจะเบิกจ่ายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ โดยให้มี รมว.คลัง เป็นประธาน ก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจว่าจะขยายตัวได้เพิ่ม เนื่องจากภาคเอกชนมองว่ารัฐบาลต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะไม่สามารถหวังการลงทุนภาครัฐที่ส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาว
ที่สำคัญ คือ การอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรที่ประสบกับปัญหาภัยแล้งและราคาพืชผลตกต่ำ จนอยู่ในภาวะลำบากรายได้ไม่พอรายจ่ายและชำระหนี้
ถึงแม้ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอ้างว่า ได้ออกมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพักชำระหนี้ การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่มาตรการดังกล่าวก็ยังไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุม
เพราะ สมหมาย ก็ออกมาระบุว่า ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนของประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจลำบาก ที่ผ่านมาแม้ว่าการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนจะมีอัตราที่ชะลอลง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าไม่สามารถกู้ได้เพิ่ม นั่นเท่ากับว่าการออกมาตรการสินเชื่อไปก็ไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนฐานรากได้ เพราะไม่สามารถกู้ได้
นอกจากนี้ รายได้ที่เกษตรกรได้ลดลงจากราคาพืชผลตกต่ำ ต้องนำไปชำระหนี้ก่อน และเหลือใช้เพียงเล็กน้อย ทำให้นักลงทุนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ฟื้น เพราะขายของไม่ได้ จึงไม่ขยายกำลังผลิต และหลายรายต้องลดกำลังการผลิตทำให้ทุนหายกำไรหด
ปัญหาเงินฝืด เพราะเศรษฐกิจฐานรากไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาคเอกชนเรียกร้องรัฐบาลให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากให้มากกว่าที่ทำมา โดยไม่อยากให้รัฐบาลกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นโครงการประชานิยม เพราะตอนนี้เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยถือว่าไม่อยู่ในภาวะปกติ
อย่างน้อยที่ผ่านมา รัฐบาลก็เคยทำมาได้ผลในกรณีของการแจกเงินชาวนาชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท/ครอบครัว เป็นเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 5 หมื่นล้านบาท ช่วยกระตุ้นการบริโภคและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ไม่ใช่น้อย
ที่สำคัญหลายฝ่ายมองว่าการดำเนินดังกล่าว ไม่ได้เป็นโครงการประชานิยม เพราะเป็นการช่วยในสถานการณ์ที่จำเป็น มีการแจกตรงกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริงและเป็นเกษตรกรรายย่อยรายได้น้อย เพราะจำกัดวงเงินเกษตรกรที่มีพื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่ และมาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการชั่วคราวครั้งเดียวจบ รู้ภาระงบประมาณของประเทศชัดเจน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะใช้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจ่ายไปก่อน แต่ก็มีการตั้งงบประมาณปี 2559 นี้มาใช้คืนในทันที
ต่างกับโครงการประชานิยมของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ทำให้ชาวนารายใหญ่ได้ประโยชน์มากกว่ารายย่อย และการดำเนินการไม่จำกัดระยะเวลา เงินที่ใช้ดำเนินการเพียง 2 ปี ใช้เงินถึง 8-9 แสนล้านบาท เป็นหนี้ค้างจ่ายกว่า 6 แสนล้านบาท และคาดว่ามีผลขาดทุนอีก 5 แสนล้านบาท
หรือจะเป็นโครงการรถคันแรก ที่ทำให้ประเทศสูญเงินภาษีไปถึง 8 หมื่นล้านบาท คนที่ได้ประโยชน์คือชนชั้นกลาง คนรวย และผู้ประกอบการรถยนต์ทั้งหลาย กรณีอย่างนี้เป็นโครงการประชานิยม นายทุนนิยม ชนิดสุดขั้วสร้างความเสียหายให้กับประเทศ แต่สร้างผลประโยชน์ให้กับนักการเมืองและนายทุนที่ใกล้ชิด
สมหมาย ยังออกมาระบุว่า การแจกเงินชาวนาและชาวสวนยางไร่ละ 1,000 บาท โดยมี ธ.ก.ส.ดำเนินการ ไม่พบว่ามีการทุจริตเลย ก็ต้องถือว่านอกจากการแจกเงินชาวนาไม่เป็นโครงการประชานิยมแล้ว ยังไม่มีการทุจริตทำให้ประเทศชาติเสียหาย โดยเกิดประโยชน์กับผู้ได้รับและช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เต็มที
ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไป เพราะหวังการลงทุนเพียงอย่างเดียวเท่ากับตัดโอกาส เพราะการบริหารเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา การเบิกจ่ายเงินลงทุนล่าช้ามาก ถึงขนาดต้องใช้ไม้แข็งใครเบิกจ่ายไม่ทัน จะตัดงบลงทุน แต่โครงการใหม่ก็ยังเดินได้อืดอยู่
นอกจากนี้ การหวังโชคว่า ภัยแล้งจะดีขึ้น ฝนตกมีน้ำรายได้เกษตรกรจะดีขึ้น การบริโภคจะกลับมาฟื้นและเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวได้ปกติ ก็เป็นการมองโลกสวยเกินไป จนรัฐบาลถูกตำหนิว่าบริหารเศรษฐกิจแต่ระยะยาว จนมองข้ามเศรษฐกิจระยะสั้น คนมีรายได้น้อยเกษตรกรจะอดตายเพราะเพาะปลูกไม่ได้จากภัยแล้ง รัฐบาลยังใจแข็งไม่ออกมาตรการช่วยเพราะกลัวเงาร้ายประชานิยม ทำให้เศรษฐกิจยิ่งนับวันยิ่งทรุดที่เป็นอยู่ปัจจุบัน
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นชุดใหญ่ เพื่อชุบชีวิตเศรษฐกิจที่กำลังจะใกล้สิ้นลมกลับมามีแรงเพื่อเดินทางไกลอีกครั้ง ตราบใดที่มาตรการกระตุ้นยังไม่มา ก็เห็นทีเศรษฐกิจจะฟื้นได้ยากและหมดหวังมากขึ้นไปอีก







