posttoday
กูรูคลี่เศรษฐกิจไทย ทุ่มลงทุนหนีจีดีพีโตต่ำ

กูรูคลี่เศรษฐกิจไทย ทุ่มลงทุนหนีจีดีพีโตต่ำ

30 กรกฎาคม 2558

สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้ศึกษาเรื่อง “เศรษฐกิจไทย ภายใต้บริบทใหม่ : Thailand’s New Normal” โดย เศรษฐพุฒิ สุทธิวาท นฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษาและหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการศึกษาว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวช้าๆ ในอัตราที่ต่ำลงและเติบโตช้ากว่าก่อน เพราะบริบทหรือปัจจัยสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป โดยไทยเผชิญกับบริบทใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่เคยโตเฉลี่ย 5% ลดเหลือ 3% เท่านั้น และปีนี้จีดีพีมีโอกาสโต 2% กว่า หรือ 3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่แปลกและไม่น่าตกใจ

สถาบันอนาคตไทยศึกษาได้ศึกษาเรื่อง “เศรษฐกิจไทย ภายใต้บริบทใหม่ : Thailand’s New Normal” โดย เศรษฐพุฒิ สุทธิวาท นฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษาและหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการศึกษาว่า เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวช้าๆ ในอัตราที่ต่ำลงและเติบโตช้ากว่าก่อน เพราะบริบทหรือปัจจัยสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป โดยไทยเผชิญกับบริบทใหม่มาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่เคยโตเฉลี่ย 5% ลดเหลือ 3% เท่านั้น และปีนี้จีดีพีมีโอกาสโต 2% กว่า หรือ 3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่แปลกและไม่น่าตกใจ

อย่างไรก็ดี อัตราการเติบโตดังกล่าวไม่พอที่จะแก้ปัญหาความยากจนหรือข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ไทยควรหาปัจจัยใหม่ๆ มาทำให้จีดีพีเติบโตแทนความคาดหวังเดิมๆ เช่น อนาคตเศรษฐกิจโลกกลับมาดีแล้วการส่งออกไทยจะดี เพราะไม่ใช่แล้ว ขณะนี้ประเทศต่างๆ มีการนำเข้าลดลง มีการผลิตและบริโภคเองมากขึ้นหรือการรอให้ค่าเงินบาทอ่อนช่วยส่งออก

สำหรับกรณีที่รัฐบาลอยากกระตุ้นเศรษฐกิจเพราะเห็นว่าจีดีพีโต 3% ต่ำกว่าศักยภาพที่น่าจะโต 4-5% นั้น เศรษฐพุฒิ ระบุว่า อยากจะเตือนใจ เตือนสติว่านับจากนี้จีดีพีจะเติบโตลดลงเรื่อยๆ เหลืออย่างน้อย 1-2% อย่าไปคิดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ 5% เพราะไทยมีปัญหาเรื่องศักยภาพ การแก้ปัญหาจึงควรแก้ที่ศักยภาพ คือ เน้นให้การลงทุนกลับมาเพราะจะเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานซึ่งช่วยเรื่องการบริโภค ผลลัพธ์จะต่างจากการกระตุ้นฝั่งบริโภคด้านเดียว ถ้ารัฐบาลไปกระตุ้นก็จะสร้างปัญหาตามมา เช่น เกิดฟองสบู่

“อยากเตือนสตินิดหนึ่ง คือ ควรปรับวิธีกระตุ้นอย่าไปเน้นการกระตุ้นประชานิยมหรือมาตรการสินเชื่อผ่านแบงก์รัฐให้เงินออกเร็ว ควรไปเน้นการลงทุนดีกว่า ทั้งการลงทุนภาครัฐและลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอและขาดไป และเป็นความหวังของเศรษฐกิจด้วยเพราะเอกชนมีศักยภาพ แต่ตอนนี้เขาอาจจะคอย จึงควรมีมาตรการชั่วคราวด้านภาษีมาช่วยกระตุ้นการลงทุนเอกชนด้วย” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาพบว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตลดลงมาจากหลายปัจจัย อาทิ งบประมาณจากที่เคยใช้เป็นงบประชานิยมเต็มที่กลายเป็นรัฐต้องรัด เข็มขัดมากขึ้น ทิศทางของเงินลงทุนเปลี่ยนไป จากเดิมที่ต่างชาติเคยนำเงินเข้ามาลงทุนในไทยจะเป็นนักลงทุนจะออกไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น บวกกับปัจจัยพื้นฐานของไทยเอง ที่มีประชากรเข้าสู่วัยชรามากขึ้น ขณะที่คนในวัยแรงงานโตช้าลง จากเดิมเคยเพิ่มเฉลี่ยปีละ 1.2% ลดลงเหลือ 0.2% เท่านั้น การส่งออกขยายตัวน้อยลง จากเดิมโตมากกว่า 10% เหลือน้อยกว่า 4% เพราะประเทศที่นำเข้าสูงอย่างจีนปรับตัวมาผลิตเองมากขึ้น 

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยไม่สามารถพึ่งการบริโภคในประเทศ เพราะรายได้ครัวเรือนที่เคยโตเฉลี่ย 3% ลดเหลือน้อยกว่า 2% จากหนี้ครัวเรือนที่สูงมาอยู่ที่ 85% ของ จีดีพีแล้ว บวกกับแรงงานเกินครึ่งของประชากรมีกำลังซื้อที่อิงกับราคาสินค้าเกษตร เมื่อราคาสินค้าเกษตรตกต่ำก็มีผลเกี่ยวเนื่องไป กับการใช้จ่ายหลายกลุ่ม การบริโภคในประเทศที่เคยโตเฉลี่ย 4% จึง ลดลงเหลือเฉลี่ย 2%

อย่างไรก็ตาม ในภาวะเช่นนี้ เศรษฐพุฒิ เสนอว่าสิ่งที่ไทยควรทำ คือ 1.อย่ากระตุ้นการบริโภคมากเกินไป แต่ควรเน้นการปรับโครงสร้างมากกว่า 2.สร้างระบบความคุ้มครองทางสังคม คือ กำหนดเกณฑ์ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบให้ชัดเจนขึ้น เพื่อไม่ให้เป็นนโยบายประชานิยม เป็นภาระงบประมาณมากเกินไป และ 3.นอกจากการลงทุนในประเทศแล้ว ไทยควรลงทุนเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศในลุ่มน้ำโขงหรือกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) ที่เติบโตเร็วให้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ไทยจะเติบโตต่ำแต่มีโอกาสเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต่ำมากทั้งวิกฤตค่าเงิน เพราะไทยไม่ได้ผูกค่าเงินเหมือนในอดีตและปัจจุบันทุนสำรองระหว่างประเทศมีเพียงพอ หนี้ต่างประเทศไม่สูง ส่วนวิกฤตสถาบันการเงินก็ไม่เกิด เพราะสถาบันการเงินเข้มแข็ง หนี้เสียเพิ่มบ้าง แต่ธนาคารพาณิชย์กันสำรองสูงมาก รวมทั้งหนี้ี้สาธารณะไม่สูงจนทำให้เกิดวิกฤตการคลัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท