
4 ปัจจัยปิดประตู นักการเมืองร่วม ครม.ตู่
ปิดประตูตายสำหรับโอกาส “นักการเมือง” ที่มีกระแสว่าถูกทาบทามร่วมครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปิดประตูตายสำหรับโอกาส “นักการเมือง” ที่มีกระแสว่าถูกทาบทามร่วมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้สูตรนี้จะมีเสียงตอบรับอยู่ไม่น้อย
ในแง่เหตุผลเรื่อง “ปรองดอง” หวังสลายความขัดแย้งในอดีต ให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศเดินหน้า “ปฏิรูป” ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง
แถมยังได้ประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ของฝ่ายการเมืองที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการบริหารมายาวนาน มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ซึ่งรัฐบาล คสช.กำลังสะบักสะบอมจากมรสุมที่รุมเร้า
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว สูตรดึงคนการเมืองมาเสริมทีมรัฐบาลรัฐประหารยังเป็นไปได้ยากด้วยปัจจัยหลักๆ 4 ข้อดังต่อไปนี้
ประเด็นแรก หากดูรายชื่อบุคคลที่ติดโผรอบนี้ ทั้ง พินิจ จารุสมบัติ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สรอรรถ กลิ่นประทุม สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ฯลฯ แต่ละคนล้วนเป็นมือไม้แถมหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในช่วง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรืองอำนาจ สมัยรัฐบาลไทยรักไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดึงบุคคลเหล่านี้มาเสริมทีมรัฐบาล คสช. ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับมวลชนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามขั้วอำนาจเก่า และสั่นคลอนต่อคะแนนนิยม คสช.อย่างรุนแรง
อีกด้านหนึ่งการดึงเครือข่ายคนที่ทำงานในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ มาเสริมทีมรัฐบาล คสช. ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถดึงมวลชนฝ่ั่งขั้วอำนาจเก่าให้มายืนอยู่ข้างรัฐบาล คสช.ได้ง่ายๆ หากดึงคนจากฝั่งทักษิณเข้ามาย่อมจะมีแต่เสียมากกว่าได้
จะมีก็แต่เพียงแค่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่สลัดภาพหลุดจากเครือข่ายทักษิณ แถมถูกดึงตัวมาร่วมงานตั้งแต่แรกหลังยึดอำนาจ จนกระทั่ง ครม.ตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเปิดทางรอเข้าร่วม ครม.
ประเด็นถัดมา การดึงคนจากฝั่งการเมืองเข้ามาเสริมทีม ครม. ในมุมหนึ่งย่อมหมายถึงการยอมรับในความไร้ประสิทธิภาพของ ครม.ที่มาจากการรัฐประหาร ซึ่งไม่อาจบริหารงานนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ จนต้องกลับไปพึ่งบุคลากรจากฝ่ายการเมืองให้เข้ามาช่วยแก้ปัญหา
ยิ่งกว่านั้น ย่อมตีความต่อไปได้อีกว่าการเข้ามายึดอำนาจของ คสช.นั้นเป็นการกระทำที่ผิดพลาดเพราะสุดท้ายก็ต้องดึงฝ่ายการเมืองที่เคยถูกยึดอำนาจให้เข้ามาช่วยงาน หลังจากทุกอย่างที่ คสช.และแม่น้ำห้าสายพยายามไม่เป็นไปตามเป้า
คล้ายเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองจากก่อนหน้านี้เคยบอกว่าคนการเมืองมีปัญหาและสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงจน คสช.ต้องเข้ามาสะสาง ล้างระบบกันใหม่ แต่ทำไปทำมากลับเริ่มเห็นคุณค่าของฝ่ายการเมือง จนต้องดึงกลับมาร่วมกันทำงาน
ที่สำคัญหากเป็นเช่นนั้น ย่อมเกิดคำถามย้อนกลับไปถึงกระบวนการปฏิรูปที่พยายามสู้อุตส่าห์ทำกันมาปีกว่าถูกต้อง ถูกทางหรือไม่ เพราะโจทย์ที่มองว่านักการเมืองในอดีตสร้างปัญหา ไม่เป็นไปเช่นนั้นเสียแล้ว
ประเด็นที่สาม จากมุมของคนฝั่งการเมืองโดยเฉพาะจากฝั่งขั้วอำนาจเก่า หากจะต้องมาร่วมมือกับ คสช. ซึ่งเป็นผู้มายึดอำนาจของตัวเองนั้น ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะอธิบายให้ชาวบ้าน ฐานเสียงเข้าใจได้ในความเป็นจริงไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม
เบื้องต้นจึงเห็นแคนดิเดตหลายคนที่ปรากฏชื่อออกมาปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่ง ทั้งจะด้วยกลัวเสียภาพลักษณ์ ไปร่วมงานกับคณะยึดอำนาจ ที่จะทำให้เสียฐานเสียงในระยะยาว หรือจะด้วยกลัวว่าตำแหน่งที่ได้มาจะไม่มีอำนาจเหมือนในรัฐบาลปกติ เพราะทุกอย่างถูกวางทิศทางเอาไว้หมดแล้ว
อีกทั้งมารับตำแหน่งในช่วงนี้ไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน การรอจังหวะกลับสู่สนามเลือกตั้งอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนการเมือง
ยิ่งในบรรยากาศสภาพบ้านเมืองไม่ปกติ จากมรสุมรุมเร้ารอบด้าน ฉุดให้การบริหารติดขัดเดินหน้าไปได้อย่างลำบาก แต่ละเรื่องล้วนเป็นงานหิน ทั้งปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจภาพรวม การค้า การลงทุน ส่งออก
หากคนจากฝั่งการเมืองตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับรัฐบาล คสช. แล้วสุดท้ายผลการบริหารไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้น หรือขับเคลื่อนงานด้านต่างๆ ให้เห็นผลเป็นที่ประจักษ์ ฝ่ายการเมืองก็ต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบจากการบริหารไร้ประสิทธิภาพด้วย
สถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้ หลายคนจึงรีบชิงออกมาปฏิเสธตำแหน่ง เพราะไม่อยากเอาต้นทุนที่สั่งสมมา มาเสี่ยงกับเดิมพันรอบนี้ที่ดูจะได้ไม่คุ้มเสีย
ประเด็นสุดท้าย การที่คนจากฝ่ายการเมืองขยับเข้ามามีบทบาทหน้าที่ในฝ่ายบริหารช่วงนี้ ย่อมกระตุ้นให้เกิดความร้อนแรงให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้วสุ่มเสี่ยงมากขึ้น
ยิ่งช่วงโค้งสุดท้ายของโรดแมป มีแต่เรื่องใหญ่ๆ ที่จะกำลังเกิด ไม่ว่าจะเป็น ร่างรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป ซึ่งมีเนื้อหาที่ยังเห็นแตกต่างกันหลายฝ่าย และหากไม่อธิบายหรือมีคำตอบที่ชัดเจนอาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ แถมอาจเป็นข้ออ้างให้ฝักฝ่ายต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวซ้ำเติมสถานการณ์
ทั้งสี่ปัจจัยนี้ล้วนแต่ทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาทในช่วงเวลานี้ได้ยากเต็มที







