
เชียร์บิ๊กตู่ปรับครม. ยึดผลงานมากกว่าเพื่อน
การปรับ ครม.ควรอยู่บนหลักของการนำคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหา
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“กำลังคิดอยู่ และไม่อยากให้มีผลกระทบ แต่ถ้าปรับก็คือปรับ ไม่ปรับก็คือไม่ปรับ ถ้าพูดทุกวันก็ทำให้ทุกอย่างแย่ไปหมด เศรษฐกิจ ความมั่นคงก็แย่ เกิดความขัดแย้ง”
ส่วนหนึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการยอมรับว่ามีความคิดในการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากเดิมที่พยายามบ่ายเบี่ยงการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวในประเด็นนี้มาตลอด
หากมองในภาพรวมของ ครม.ชุดปัจจุบันที่ทำงานมาเกือบครบ 1 ปีต้องถือว่ามีทั้งผลงานที่เข้าเป้าและไม่เข้าตา ความโดดเด่นของรัฐบาลชุดนี้คงหนีไม่พ้นการใช้อำนาจที่มีอยู่ในมือได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดและเอาจริงเอาจังกับทุกเรื่องผ่านการใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จนทำให้ไม่มีกลุ่มการเมืองกล้าออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนนกดดันรัฐบาล
ส่วนเรื่องที่ไม่เข้าตาไปอยู่ที่ปัญหาการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุดหลายฝ่ายยอมรับว่าการส่งออกของประเทศที่ถือเป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยอยู่ในอาการที่แย่พอสมควร จึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องจากภาคเอกชนที่เห็นว่าหากรัฐบาลมีการปรับ ครม.ในส่วนของรัฐมนตรีเศรษฐกิจน่าจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศไม่มากก็น้อย
สำหรับการเตรียมปรับ ครม.ในครั้งนี้ พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีต สว.สรรหา และอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้ทัศนะว่า เมื่อนายกฯ ตัดสินใจจะปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีแล้วก็ควรคำนึงถึงหลายๆ ด้านด้วย ไม่ใช่ให้ความสำคัญกับเรื่องตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เรื่องการทำงานร่วมกันหรือทีมเวิร์กก็เป็นอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
พล.อ.อ.วีรวิท ขยายความว่า ที่ผ่านมาการทำงานของรัฐบาลมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันระหว่างรองนายกฯ กับรัฐมนตรีที่ถูกกำกับดูแล ซึ่งยังมีความเกรงใจกันในเรื่องการทำงานอยู่ มีผลให้การทำงานต่างๆ ไม่มีความลื่นไหลเท่าที่ควร ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องเข้ามาพิจารณา
“นอกจากนี้ ในเมื่อนายกฯ เตรียมจะปรับการทำงานในรัฐบาลแล้ว ก็ควรมองมาถึงการทำงานของแม่น้ำ 5 สายต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เนื่องจากในระยะยาวนับจากนี้ สนช.จะเป็นหน่วยงานสำคัญในการปฏิรูปประเทศ ในฐานะที่ต้องทำหน้าที่ออกกฎหมายต่างๆ เพื่อให้เกิดการปฏิรูป ซึ่งรัฐบาลเคยตั้งเป้าควรจะมีกฎหมายออกมาให้ได้ประมาณ 300 ฉบับ ส่วนตัวจึงมองว่านายกฯ ก็ควรหาวิธีการที่ทำอย่างไรเพื่อให้ สนช.ทำงานให้บรรลุตามเป้าด้วย” พล.อ.อ.วีรวิท กล่าว
ด้าน พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช.และอดีตหัวหน้าคณะสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แสดงความคิดเห็นแบบตรงไปตรงมาว่า การปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี นายกฯ ควรยึดหลักในเรื่องของผลงานมากกว่าความเป็นเพื่อนทหารด้วยกัน
“คนเป็นที่ทหารด้วยกันเมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วคงเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากถ้าจะเอาใครออก แต่เวลานี้ประเทศชาติเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด ใครที่คิดว่าไม่มีความมั่นใจว่าจะทำงานต่อไปได้ก็ควรแสดงสปิริตด้วยการถอนตัว” พล.อ.สมเจตน์ ระบุ
พล.อ.สมเจตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเห็นว่าสถานการณ์เกี่ยวกับการปรับ ครม.ในขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังเจอกับแรงกดดันพอสมควร โดยเฉพาะฝ่ายที่ต้องการเอาคนของตัวเองเข้าไป เพราะฉะนั้นการปรับ ครม.ควรอยู่บนหลักของการนำคนที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาได้มากกว่าเหตุผลอื่นใด
“เวลานี้มีปัญหารุมเร้าหลายเรื่อง แต่ดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องมารับปัญหาต่างๆ ไว้ทั้งหมด ทั้งๆ ที่นายกฯ ก็ได้แบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบให้กับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไปแล้ว จึงเห็นว่าการปรับ ครม.ในครั้งนี้น่าจะเป็นโอกาสที่จะช่วยให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม” พล.อ.สมเจตน์ ประเมิน
ในฟากนักวิชาการก็มีความเห็นต่อการปรับ ครม.เช่นกัน โดย สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า การปรับ ครม.คงต้องมีตามกระแสข่าวที่ออกมา แต่อาจจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากกองทัพมีโยกย้ายนายทหารเสร็จสิ้น เพื่อจะได้ดูว่าเอาใครมาช่วยงานแบบไหน
“ควรปรับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพราะเวลานี้คนส่วนใหญ่ไม่พอใจด้านเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาไม่มีอะไรกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนเห็นจนเกิดความเชื่อมั่นได้ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ น่าจะมีการปรับแน่นอน”
วิโรจน์ อาลี รองคณะบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ไปในทำนองเดียวกันว่า การปรับ ครม.เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากรอต่อไปก็จะมีปัญหาต่อตัวเลขทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ให้ถอนการลงทุนได้
“หากปล่อยไว้โดยยังใช้นโยบายแบบเดิมๆ โดยไม่มีอะไรใหม่ ก็ไม่เกิดการกระตุ้นในทางที่ดี ดังนั้นการปรับ ครม. จึงมีความจำเป็นเพื่อให้ได้บุคคลรวมถึงนโยบายใหม่ๆ ทางด้านเศรษฐกิจเข้ามา เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศกลับมาลงทุน” อ.วิโรจน์ ระบุ







