
ดันกม.จัดการน้ำฉบับประชาชนแก้การเมืองแทรก
เวทีปฏิรูป ดันกฎหมายจัดการน้ำฉบับประชาชน แก้ปัญหาการเมืองแทรก-ข้อมูลผิดพลาด เน้นทำงานเป็นองค์รวม
เวทีปฏิรูป ดันกฎหมายจัดการน้ำฉบับประชาชน แก้ปัญหาการเมืองแทรก-ข้อมูลผิดพลาด เน้นทำงานเป็นองค์รวม
เมื่อวันที่ 29 ก.ค. คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาปฏิรูปแห่งชาติ จัดงานเสวนาเรื่อง “ถึงเวลาแล้ว.. ที่ต้องปฏิรูปกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” เพื่อแก้ปัญหาการขาดนโยบายบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงไปทุกสมัย เพื่อกำหนดลักษณะนโยบายที่ชัดเจน แก้ปัญหาการทำงานร่วมกันของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไม่มีเอกภาพ พร้อมเสนอร่างพระราชบัญญัติ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ. ...
นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ เปิดเผยว่า ในสมัยปัจจุบันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีปัญหามาก จึงควรปรับปรุงให้ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันทำงานอย่างเป็นองค์รวม จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปกลไกการจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อหากฏหมายที่เป็นแม่บทว่าจะดำเนินการขับเคลื่อนทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำอย่างไร
ทั้งนี้ การจัดทำแผนยุทศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ ประชาชนต้องสามารถเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อค้นหาวิธีการแก้ปัญหาให้ตรงประเด็นและเกิดการยอมรับ แต่ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐคิดก่อนแล้วค่อยถามประชาชนทีหลัง ซึ่งไม่ถูกต้อง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลกำลังงดำเนินการขับเคลื่อนจึงไปผิดทิศผิดทาง
“อย่าคิดแต่จะจัดการน้ำโดยภาครัฐอย่างเดียว เพราะสุดท้ายจะแก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งยุทธศาสตร์ 3.5 แสนล้านบาท มันผิดหมดตั้งแต่เริ่ม ขาดการคิดอย่างรอบคอบ เช่น การจัดการลุ่มน้ำเสื่อมโทรม รัฐมักใช้การอ้างสภาพลุ่มน้ำเสื่อมโทรม ป่าเสื่อมสภาพ เพื่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ แต่กลายเป็นความผิดพลาดของรัฐที่ส่งผลกระทบตอ่ประชาชน” นายปราโมทย์ กล่าว
น.ส.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศกรรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำเกิดปัญหาจาก 1.นโยบายที่เปลี่ยนตามรัฐบาลทุกสมัย ไม่มีความชัดเจนและถูกครอบงำทางการเมือง 2.เกิดความสับสนว่าสถานการณ์น้ำจะท่วมหรือจะแล้ง ใครจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งมีกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน ออกมาให้ข้อมูลแต่ม่มีใครเป็นเจ้าภาพที่แท้จริง ทุกอย่างตกอยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ไม่รู้เรื่องน้ำมากเท่ากับประชาชน 3.ไม่มีกฏหมายแม่บทในเรื่องน้ำ
นายสุวัฒนา จิตตลดากร รองประธานอนุกรรมาธิการ กล่าวว่า กลไกการบริหารจัดการน้ำ ต้องเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ ให้ชัดเจนแม้จะมีอยู่แล้วในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ทำงานอย่างเต็มที่ไม่ได้ เพราะอยู่ภายใต้กระทรวง ซึ่งควรดึงออกมาตั้งเป็นสำนักงานบริการจัดการน้ำแห่งชาติ แล้วอยู่ภายใต้กำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี จะดีที่สุด จากนั้นเสนอตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาย่อย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงจากพื้นที่ และต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากข้างล่างขึ้นข้างบน ไม่ใช่แต่ข้างบนลงล่างเพียงอย่างเดียว เพื่อทำให้เกิดการทำอย่างเป็นเอกภาพ จัดสรรงบประมาณลงไปให้แต่ละลุ่มน้ำ และหน่วยงาน ได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายบัญชา ขวัญยืน อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ประชาชนควรส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลการบริหารของหน่วยางานราชการ ทั้งจากกระทรวง และกรมที่เกี่ยวข้องภายใต้สิทธิตาม พ.ร.บ.การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีในกฎหมายไทย แต่ที่ผ่านมาการร้องขอดูข้อมูลทำได้ยาก เพราะต้องได้รับการอนุมัติจากผู้มีอำนาจ อีกทั้งข้อมูลที่ได้บางส่วนไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยแต่ละหน่วยงานมีข้อมูลแตกต่างกัน ดังนั้นหากจะปฏิรูปใหม่ควร มีการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารด้วย
นายสุรจิต ชิรเวทย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวว่า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)น้ำ ฉบับประชาชนที่ร่วมกับคณะปฏิรูปกฎหมาย(คปก.) มุ่งเน้นตั้งคณะกรรมการที่ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง โดยร่างกฎหมายฉบับนี้เสนอให้ สปช.พิจารณาแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนในการเสนอต่อรัฐบาลต่อไป
อย่างไรก็ตาม แผนแม่บทการบริหารทรัพยากรน้ำฉบับประชาชนในขณะนี้ เน้นที่การสร้างสิทธิพื้นฐานของประชาชน ในการเข้าถึงการบริหารน้ำ การคุ้มครองแหล่งอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำ การฟื้นฟูทรัพยากรน้ำ และการป้องกันแก้ไขวิกฤติน้ำทั้งท่วม ทั้งแล้ง และปัญหาน้ำเน่าเสีย รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนน้ำที่กระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)







