
ยังไม่ยุติ
หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตหนี้กรีซไปแล้ว ก็ดูเหมือนว่าพายุเศรษฐกิจโลกจะยังไม่สงบลงง่ายๆ หลังจากที่เกิดความปั่นป่วนกับตลาดหุ้นจีนอย่างต่อเนื่องเมื่อมีแรงเทขายอย่างรุนแรงเมื่อ 2 วันก่อนถึง 8.5% เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจในมาตรการพยุงตลาดของรัฐบาลจีน จนทำให้จีนต้องประกาศให้บรรษัทของรัฐช่วยเข้าซื้อหุ้นในตลาดเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพไว้ให้ได้ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นจีนยังจะปรับลงไปได้อีกราว 14% ในระยะ 3 สัปดาห์นี้
หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตหนี้กรีซไปแล้ว ก็ดูเหมือนว่าพายุเศรษฐกิจโลกจะยังไม่สงบลงง่ายๆ หลังจากที่เกิดความปั่นป่วนกับตลาดหุ้นจีนอย่างต่อเนื่องเมื่อมีแรงเทขายอย่างรุนแรงเมื่อ 2 วันก่อนถึง 8.5% เนื่องจากนักลงทุนไม่มั่นใจในมาตรการพยุงตลาดของรัฐบาลจีน จนทำให้จีนต้องประกาศให้บรรษัทของรัฐช่วยเข้าซื้อหุ้นในตลาดเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพไว้ให้ได้ ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าหุ้นจีนยังจะปรับลงไปได้อีกราว 14% ในระยะ 3 สัปดาห์นี้
เรียกได้ว่าตลาดหุ้นจีนกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของภาคการเงินโลกในวันนี้ไปแล้ว ซึ่งฉุดเอาตลาดหุ้นทั่วทั้งโลกดิ่งตามลงไปด้วย
ขณะเดียวกันนั้น ความวิตกกังวลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งตัวลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่องก็กำลังส่งผลกระทบต่อประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลายด้วยเช่นกัน
ภาวะเช่นนี้ถือว่าเป็นความเสี่ยงที่ไว้ใจไม่ได้ครับ จนทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเริ่มมองว่าแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะต้องชะลอออกไปก่อนเนื่องจากความเสี่ยงจากจีนนั่นเอง
ซึ่งในขณะนี้ถือว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเฟดจะว่าอย่างไร โดยการประชุมของคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายของเฟดซึ่งจะสิ้นสุดลงในค่ำวันนี้ตามเวลาในประเทศไทย อาจจะมีการส่งสัญญาณบางอย่างถึงการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหนึ่งได้
ที่ผ่านมา เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ได้แสดงความมั่นใจมาอย่างต่อเนื่องว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งอย่างเต็มที่แล้ว เห็นได้จากตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น และการว่างงานที่ปรับตัวลดลง และเชื่อว่าวิกฤตเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอกเช่นกรณีปัญหาหนี้กรีซนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐแต่อย่างใด และเฟดก็น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปลายนี้
คาดว่าจะเป็นราวเดือน ก.ย.ในที่สุด
แต่กระนั้น ความปั่นป่วนของภาคการเงินที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นจีนนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าได้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐรุนแรงไม่แพ้กัน และอาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เฟดกลับมาฉุกคิดได้ว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่ามากขึ้นนั้นไม่เป็นเรื่องดีต่อภาคการส่งออกของสหรัฐอย่างแน่นอน ประกอบกับความเสี่ยงจากความอึมครึมของทั้งเศรษฐกิจจีนและตลาดหุ้นจีนจะยิ่งกลับกลายเป็นการสร้างอันตรายต่อเศรษฐกิจสหรัฐเองหรือไม่
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่เฟดมองข้ามไม่ได้ ซึ่งก็ต้องติดตามผลการประชุมกันในวันนี้ครับว่าที่สุดแล้ว เฟดจะเห็นเหมือนกันหรือไม่ และจะเดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตั้งใจเอาไว้หรือไม่







