
ยับทั้งหุ้นทั้งศก.จริง โจทย์ยากวัดฝีมือจีน
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
นับเป็นการเริ่มวันแรกของสัปดาห์ด้วยข่าวร้าย เมื่อดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตถล่มลงถึง 8.5% เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ฉุดให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งตามไปด้วย
ต่อมาในวันอังคารดัชนีดังกล่าวยังปรับลงอีก 1.68% อยู่ที่ 3,663 จุด และยังมีแนวโน้มจะร่วงลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะพบกับ “จุดต่ำสุด” ในเร็วๆ นี้ โดย ทอม เดอมาร์ก ผู้ก่อตั้งบริษัทวิจัย เดอมาร์ก อนาไลติกส์ และเคยทำนายการดิ่งลงของตลาดหุ้นจีนได้อย่างแม่นยำเมื่อปี 2013 มาแล้ว แสดงทัศนะว่า ตลาดหุ้นมีแนวโน้มน่าจะรูดลงอีก 14% ในช่วง 3 สัปดาห์หน้า หรือเท่ากับลงมาอยู่ที่ 3,200 จุด
ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับการลงทุนทั่วโลกไม่น้อยทีเดียว สำหรับกรณีตลาดหุ้นจีนดิ่งลงอย่างรุนแรง โดยหากเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. ต้องถือว่าดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตรูดลงมาแล้วถึง 38% สร้างเสียงกระซิบว่าตลาดหุ้นจีนกำลัง “ฟองสบู่แตก”
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างระบุไปในทางเดียวกันว่า สาเหตุหลักของภาวะฟองสบู่แฟบในปัจจุบันนั้นเกิดจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจีนทะยานอย่างร้อนแรงเกินไป ส่งผลให้เป็นการเป่าฟองสบู่ในตลาดให้พองตัวอย่างรวดเร็ว
นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักยังชี้ว่า จำเลยของเหตุการณ์หุ้นร่วงในครั้งนี้คือ “นักลงทุนรายย่อยชาวจีน” ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 80% ของนักลงทุนในตลาด ที่แห่แหนกันเข้าไปเก็งกำไรในตลาดหุ้นจนมูลค่าหุ้นในตลาดสูงเกินพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งเรียกว่าภาวะฟองสบู่นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการดิ่งลงอย่างรวดเร็วนั้นไม่ได้เกิดจากการแห่ออกจากตลาดหุ้นของ “แมลงเม่า” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพสะท้อนจากสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริงด้วย ที่กลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดวิกฤตตลาดหุ้นในครั้งนี้
สภาพเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันแม้จะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ราว 7% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตที่น่าอิจฉาแม้ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยกันเอง ทว่าในอีกมุมหนึ่งก็ถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดของจีนในรอบเกือบ 2 ทศวรรษเลยทีเดียว
ดังนั้น ตลาดหุ้นจีนซึ่งสะท้อนภาพผลของการแห่เก็งกำไรของนักลงทุน แต่การดิ่งลงแต่ละครั้งกลับเป็นการสะท้อนภาพทางเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยช่วงการดิ่งลงแต่ละครั้งล้วนมีการจุดชนวนจากการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั้งสิ้น
การถล่มลงของตลาดหุ้นครั้งล่าสุดเกิดขึ้นจากการเปิดเผยกำไรภาคอุตสาหกรรมของจีน ซึ่งอยู่ในช่วงขาขึ้นตลอดช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. แต่กลับย่อตัวลงเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นการสร้างแรงกดดันในตลาดหุ้น
โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (เอ็นบีเอส) เปิดเผยว่า สัดส่วนกำไรในภาคอุตสาหกรรมของจีนดิ่งลง 0.3% เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (พีพีไอ) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดราคาสินค้าหน้าโรงงานปรับตัวลดลง 4.8%
เอ็นบีเอสยังระบุอีกว่า ในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด 41 ภาคส่วน มี 30 ส่วนที่สามารถเติบโตได้ แต่ 11 ส่วนมีกำไรในช่วงขาลง
นอกจากนี้ การเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ภาคการผลิตเบื้องต้น ซึ่งแต่ก่อนจัดทำโดยเอชเอสบีซี ก่อนที่ไช่ซิน นิตยสารด้านการเงินในจีนจะมารับช่วงต่อ ปรากฏว่าในเดือน ก.ค. อยู่ที่ 48.2 จุด ซึ่งต่ำสุดในรอบ 15 เดือน ลดลงจากเดิมที่ 49.4 จุด เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งดัชนีพีเอ็มไอต่ำกว่า 50 จุด หมายความว่าภาคการผลิตกำลังหดตัว
ในช่วงเดียวกัน อิโคโนมิกไทมส์ ยังรายงานอีกด้วยว่า รายการการส่งออกซึ่งปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา กลับปรับร่วงลงในเดือน ก.ค. ขณะที่อัตราว่างงานยังปรับตัวสูงขึ้น
ฉู่ฮองปิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารเอชเอสบีซี กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนกำลังอยู่ในช่วงที่ตกต่ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของจีนปรับตัวต่ำสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่คำสั่งซื้อก็อยู่ในช่วงต่ำสุดในรอบ 1 ปีเช่นกัน หมายความว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีนในตอนนี้ไม่มีเสถียรภาพและภาคการผลิตดำเนินกิจการได้อย่างยากลำบาก
การเปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจดังกล่าวย่อมสะท้อนภาพการลดลงในสัดส่วนกำไรของธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนถึง 42.6% เมื่อกำไรปรับลดลง มูลค่าของหุ้นจีนซึ่งทะยานขึ้นไปจากการเก็งกำไรจึงสูงเกินฐานที่แท้จริง ก่อให้เกิดการเทขายในที่สุด
แน่นอนว่าภาวะขาดทุนของบรรดาแมลงเม่าไม่ได้จำกัดอยู่ในตลาดหุ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นการบริโภคในภาคเศรษฐกิจจริงด้วย ซึ่งประกอบกับจำนวนนักลงทุนรายย่อยจีนที่มากกว่า 90 ล้านคนแล้ว การขาดความเชื่อมั่นในการบริโภคของคนกว่า 90 ล้านคน ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเศรษฐกิจทั้งระบบได้ไม่น้อยทีเดียว
จุดดังกล่าวนับว่าสุ่มเสี่ยงมากที่จะฉุดให้เศรษฐกิจจีนในปีนี้อาจเติบโตไม่ถึงเป้าหมายของรัฐบาลที่ 7% เพราะบรรยากาศการส่งออกยังคงซบเซาตามสภาพเศรษฐกิจปลายทาง ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังไม่เติบโตตามที่รัฐบาลหวังไว้ในการปรับโครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจว่าจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ทดแทนการส่งออก
ภาพเศรษฐกิจจีนในปัจจุบันจึงออกมาในลักษณะที่แย่ทั้งภาคการลงทุนและทั้งภาคเศรษฐกิจจริงอย่างช่วยไม่ได้ แม้ก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนจะพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อเป็นเบาะรับแรงกระแทกสำหรับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถสกัดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วได้ และที่สำคัญคือไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดหุ้นให้กลับคืนมาเหมือนเดิมได้
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ตลาดหุ้นจีนดิ่งตัวลงอย่างรวดเร็ว หน่วยงานในการกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของจีน ทั้งคณะกรรมาธิการกำกับหลักทรัพย์จีน ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ต่างระดมสรรพกำลังเพื่อสกัดการ
รูดลงของตลาดหุ้น ทั้งการกำหนดห้ามไม่ให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ขายหุ้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการตั้งกองทุนพิเศษเพื่อกู้วิกฤตตลาดหุ้นโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่สามารถกู้วิกฤตในครั้งนี้ได้แต่อย่างใด
สภาพเศรษฐกิจของจีนที่ย่ำแย่ในปัจจุบันยังสะท้อนภาพความรู้และประสบการณ์อันจำกัดของรัฐบาลจีนในการรับมือกับสภาพเศรษฐกิจและตลาดแบบเสรีทุนนิยม ซึ่งในบางครั้งความเคลื่อนไหวอยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล
สภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทั้งในภาคจริงและภาคการลงทุนที่เกิดขึ้นในขณะนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่รัฐบาลจีนต้องเรียนรู้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับเครื่องมือทางทุนนิยม ซึ่งเป็นเหมือนดาบสองคม ก่อนที่เหตุการณ์แบบนี้จะย้อนกลับมาสั่นคลอนเสถียรภาพของเศรษฐกิจจีนอีกครั้ง







