
‘สุเทพ’ คืนสนาม สวมบท นั่งร้าน คสช.
สปอตไลต์การเมืองฉายไปที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ทันทีหลังจากลาสิกขาบท และเตรียมกลับมาลุยการเมืองภาคประชาชนเดินหน้าสานต่อภารกิจปฏิรูป
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สปอตไลต์การเมืองฉายไปที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ทันทีหลังจากลาสิกขาบท และเตรียมกลับมาลุยการเมืองภาคประชาชนเดินหน้าสานต่อภารกิจปฏิรูป
ท่ามกลางการวิเคราะห์ว่านี่จะเป็นปัจจัยปลุกให้การเมืองกลับมาร้อนแรง แต่อีกด้านหนึ่งกลับมองกันว่า บทบาทนับจากนี้ของสุเทพอาจถือเป็น “นั่งร้าน” ช่วยประคับประคองรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ามรสุมที่รุมเร้าเวลานี้ เพื่อไม่ให้ทุกอย่างที่ทำมาต้อง “เสียของ”
ต้องยอมรับว่าช่วงเวลาภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ 1 ปี 12 วัน พระสุเทพ ปภากโร ก็ยังโฉบเฉี่ยวเข้ามาอยู่ในเรดาร์การเมืองบ่อยครั้ง และหลายครั้งยังได้แสดงท่าทีจุดยืนชัดเจนว่า ยืนอยู่ฝั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เมื่อครั้งยางพาราราคาตกต่ำจนเกษตรกรส่งเสียงฮึ่มฮั่ม เตรียมออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวเรียกร้องให้นายกฯ ช่วยแก้ปัญหาแบบไม่เกรงกลัวกฎอัยการศึก ก็ได้พระสุเทพออกมาบิณฑบาตญาติโยม ขอเวลาให้ “บิ๊กตู่” อย่าเพิ่งออกมาเคลื่อนไหวใดๆ เพราะจะยิ่งกดดันรัฐบาล และเป็นข้ออ้างให้กลุ่มอื่นๆ ออกมาขย่มซ้ำ
เบื้องต้น กำนันสุเทพยังยืนยันคำเดิมไม่กลับสู่ถนนการเมืองในระบบ แต่จะเน้นไปที่การเมืองภาคประชาชน ที่จะขับเคลื่อนโดยมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งจะแถลงแนวทางความชัดเจนในวันที่ 30 ก.ค. ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล
แถมประเดิมงานแรกด้วยการจัดตั้งโรงเรียนอาชีวศึกษาบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อผลิตนักเรียนอาชีวศึกษาที่มีคุณภาพตามที่ตลาดแรงงานต้องการ
มองมุมหนึ่งการออกมาเร่งเครื่องปฏิรูปของสุเทพ เป็นเพราะไม่ต้องการให้สิ่งที่มวลมหาประชาชนเคลื่อนไหวเรียกร้อง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งต้องสูญเปล่า เพราะหลายเรื่องยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายจำเป็นต้องร่วมผลักดันให้เป็นรูปเป็นร่างก่อน คสช.จะหมดอำนาจ
สอดรับกับแนวคิดเรื่องสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศที่มีแนวคิดว่ารัฐบาลจะดึงตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ มานั่งทำงาน รวมไปถึงมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ ที่สุเทพออกตัวว่าจะไม่รับตำแหน่ง แต่เปิดทางสำหรับคนอื่นในมูลนิธิ
ดังนั้น การขับเคลื่อนประเด็นปฏิรูปของมูลนิธิย่อมมีพลัง ที่ทั้ง คสช. สปช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับฟัง
อีกด้านหนึ่งสัมพันธ์ระหว่าง สุเทพ และบิ๊ก คสช. ที่แนบแน่นมาตั้งแต่เมื่อครั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี แถมต้องร่วมมือปฏิบัติภารกิจรับมือการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ยิ่งทำให้ถูกมองว่าบทบาทอดีตแกนนำ กปปส.รอบนี้จะเป็นการเข้ามาช่วยค้ำยัน คสช.ที่กำลังสะบักสะบอมจากปัญหาหลายเรื่อง
แถมยังกำลังจะเผชิญกับแรงกดดันจากมวลชนที่ต่อต้านรัฐประหารซึ่งเปิดหน้าออกมาเคลื่อนไหวมากขึ้น และมีแนวโน้มที่กลุ่มอื่นๆ เตรียมจะฉวยโอกาสนี้เข้ามาผสมโรง
การขับเคลื่อนในนามมูลนิธิที่ใช้ฐานมวลชนเป็นกำลังหลัก ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองโดยตรง ย่อมมีพลังสนับสนุนให้ คสช.ทำงานได้สะดวกขึ้น
อีกด้านการขยับของสุเทพย่อมสามารถกอบกู้คะแนนนิยมของ คสช.ที่ลดน้อยลงไปทุกวันๆ เมื่อฐานมวลชนของ กปปส. แม้จะไม่มีแนวร่วมมากมายเหมือนเมื่อครั้งสมัยออกมาเคลื่อนไหวข้างถนน แต่ฐานมวลชนที่ยังเหนียวแน่นก็พร้อมจะออกมาเคลื่อนไหวกับลุงกำนันหากถึงเวลา
อย่าลืมว่าบทบาทที่ผ่านมาของสุเทพเป็นทั้งมือประสานสิบทิศ อยู่เบื้องหลังการผลักดันอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ และสวมบทนั่งร้านค้ำยันรัฐบาลประชาธิปัตย์ร่วมกับกองทัพที่หลายคนเวลานี้เปลี่ยนสถานะมาเป็นบิ๊ก คสช.
รอบนี้ด้วยสัมพันธ์ที่อย่างไรก็ตัดไม่ขาด สุดท้ายก็จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกข้างยืนอยู่ฝั่ง คสช. ทั้งเพื่อขับเคลื่อนให้การปฏิรูปและเรื่องอื่นๆ เดินหน้าไปสู่เป้าหมายตามเจตนารมณ์ของมวลชน
สอดรับกับที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกมาวิเคราะห์ว่า นักการเมืองเขี้ยวลากดิขนาดนี้ เมื่อประกาศไม่ลงเลือกตั้ง พลังเดียวที่เหลืออยู่ก็คือมวลชนดังนั้นจะต้องรักษาไว้
ขณะที่ วรชัย เหมะ แกนนำ นปช. ออกมาดักคอตั้งคำถามว่า การที่สุเทพสึกออกมา จะเป็นแบบหัวหน้ากลุ่มกระทิงแดงที่จบชีวิตไปแล้วหรือไม่ แต่การที่สุเทพประกาศชัดเจนว่าจะไม่ลงผู้แทนราษฎร ไม่เล่นการเมือง คงมีนัยที่จะลงมาปกป้องรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็เป็นได้
ขณะที่ บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า สุเทพเป็นนักการเมือง ถึงอย่างไรก็ต้องออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่บทบาทของสุเทพหลังจากนี้จะออกมาแบบสนับสนุนรัฐบาลหรือไล่ขย่มรัฐบาล ยังบอกไม่ได้
การกลับมาเคลื่อนไหวของสุเทพนับจากนี้จึงเป็นอีกตัวแปรที่มีนัยสำคัญต่อ คสช.นับจากนี้ต่อไป







