posttoday

สังคมทราม...ใจคนเสื่อมบุพการีรับกรรม

08 กรกฎาคม 2553

สะเทือนใจกันไปทั้งเมือง กับภาพที่ลูกสาววัย 22 ปี ลงมือตบตีแม่บังเกิดเกล้าอายุ 62 ปี อย่างรุนแรง จนถึงกับทรุดลงไปนั่งยกมือไหว้ร้องขอความเมตตา

สะเทือนใจกันไปทั้งเมือง กับภาพที่ลูกสาววัย 22 ปี ลงมือตบตีแม่บังเกิดเกล้าอายุ 62 ปี อย่างรุนแรง จนถึงกับทรุดลงไปนั่งยกมือไหว้ร้องขอความเมตตา

โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

สะเทือนใจกันไปทั้งเมือง กับภาพที่ลูกสาววัย 22 ปี ลงมือตบตีแม่บังเกิดเกล้าอายุ 62 ปี อย่างรุนแรง จนถึงกับทรุดลงไปนั่งยกมือไหว้ร้องขอความเมตตาจากลูก ซึ่งกำลังตะโกนด่าทอและลงมือทำร้ายอย่างไม่ยั้ง

เป็นเวลากว่า 2 ปี ที่เพื่อนบ้านต้องทนเห็นสภาพอันน่าอดสู ด้วยเพราะคิดเพียงว่าเรื่องในครอบครัว คนอื่นธุระไม่ใช่

ก่อนจะมาถึงเหตุสลดครั้งนี้น่าเศร้าอย่างยิ่ง เพราะหญิงสาวคนนี้มีปูมหลังฝังใจจากการถูกรุมโทรมกระทำชำเรา ถูกรังแกทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรงมาก่อน จนทำให้กระทบถึงสภาพจิตอย่างสาหัส มารดาต้องนำตัวเข้ารักษาบำบัดที่โรงพยาบาลมหาราช จ.เชียงใหม่ มาแล้ว

และจากการที่เธอไม่มีเงินพาลูกไปรักษาอาการป่วย ทำให้อาการทางจิตกำเริบมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมีเรื่องติดเกมส์คอมพิวเตอร์ แชตออนไลน์ ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าไปเล่นสูงถึงวันละ 1,000 บาท เข้ามาเกี่ยวข้อง

เป็นไปได้ว่าบทสรุปอาจจะต้องลงเอยที่มีการส่งตัวลูกสาวซึ่งสติไม่สมประกอบเข้าบำบัดรักษาเพื่อฟื้นฟูทางจิตเวช ให้กลับมาเป็นปกติมากที่สุด

แต่ประเด็นที่ยังไม่จบคือ ภาพของลูกหลานที่ใช้กำลังและความรุนแรงต่อพ่อแม่ หรือผู้สูงอายุ ได้เกิดขึ้นในสังคมไทยมาเป็นเวลานาน โดยไม่มีวี่แววว่าจะลดน้อยลงด้วยซ้ำ

ทั้งๆ ที่มีการสั่งสอนให้เกรงกลัวต่อบาป จาก “ไตรภูมิ” ว่าผู้ที่ทำบาปกับบุพการี เช่น ด่าทอบุพการีและทุบตีบุพการีจะเกิดเป็นเปรต ซึ่งเปรตบางชนิดมีตัวใหญ่ ปากเท่ารูเข็ม เปรตบางชนิดก็ตัวผอมไม่มีเนื้อหนังมังสา ตาลึกกลวง และร้องไห้ตลอดเวลา แต่ก็มีเปรตบางชนิดที่ตัวงามเป็นทอง แต่ปากเป็นหมูและเหม็นมาก

หากตอนเป็นมนุษย์แล้วทำบาปอย่างใด เมื่อตายไปก็จะเป็นเปรตตามที่ทำบาปไว้ ใน “เปรตวิสัยภูมิ”

แต่ข้อมูลจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า การถูกทำร้ายร่างกาย จิตใจ และการถูกละเมิด ร้อยละ 46.9 ถูกบังคับขู่เข็ญ โดยร้อยละ 22.1 ถูกฉุดกระชาก ร้อยละ 11.7 ถูกตบตี มีเพียงร้อยละ 10.2 ไม่ได้รับประทานอาหาร และร้อยละ 9.2 ถูกกักขัง

โดยบุคคลที่ทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุมากที่สุด ร้อยละ 37 คือลูกในไส้ รองลงมา ร้อยละ 30.4 คือ คู่สมรส

ร้อยละ 14 เป็นญาติพี่น้องและหลาน ร้อยละ 13.2 เป็นเพื่อนบ้าน และร้อยละ 5.5 ถูกทำร้ายร่างกายโดยคนไม่รู้จัก

ในขณะที่บุคคลที่ทำร้ายจิตใจผู้สูงอายุมากที่สุด ร้อยละ 35.6 คือ ลูก และรองลงมา ร้อยละ 24.7 เป็นญาติพี่น้องและหลาน

สถิติเหล่านี้จึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า ลูกเป็นผู้ที่ทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจพ่อแม่ของตนเองมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องหดหู่ที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลยในสังคมไทย

โดยที่ลูกทรพีตบตีพ่อแม่เหล่านี้ก็ไม่ได้มีความยั้งคิดเกรงกลัวต่อการกระทำบาป และไม่มีใครสนใจว่าผลกรรมนั้นจะทำให้กลายเป็นเปรตแต่อย่างใด

พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต แนะนำว่า ผู้ปกครองต้องสังเกตหากเด็กเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ต้องรีบหาทางแก้ไขให้ลูกกลับมาอยู่ในสภาพปกติให้เร็วที่สุด

“หากพ่อแม่ได้ใช้ความพยายามแก้ไขในระดับหนึ่งแล้วไม่ดีขึ้น จะทำอย่างไรต่อไป จะหาความช่วยเหลือจากที่ไหนก่อนที่ตัวปัญหาจะซับซ้อนมากขึ้น ในกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ภาพรวมคือลูกมีปัญหาแล้วช่วยไม่ได้จะพึ่งใคร เพื่อที่จุดเริ่มต้นจะไม่รุนแรง และในที่สุดก็ต้องพึ่งนอกครอบครัวอยู่ดี”

พญ.พรรณพิมล ยังกล่าวอีกว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ น่าเห็นใจครอบครัว เพราะเด็กเองก็ได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง จนเกิดอาการทางจิต โดยครอบครัวเองก็ไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถพาไปรักษาพยาบาลให้หายขาด

“คนเป็นแม่ก็คงลำบากใจเพราะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตั้งแต่ต้น แม่เองก็คงไม่มีความสุขเท่าไรที่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงดูลูก จนในที่สุดแม่เองก็คงอยากให้คนนอกครอบครัวได้เข้ามาช่วยเอาลูกไปรักษา ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดีที่สุด”

“ต้องดูว่าทางออก ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็นคือ 1.เด็กได้รับกระบวนการดูแลแก้ไขปัญหาอย่างไร 2.ถ้าสามารถเข้าใจ แล้วยอมรับได้ว่าความป่วยของเด็กนั้นก็ไม่ได้ทำด้วยเจตนารุนแรง เพราะเขาไม่รู้สึกถึงการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ดังนั้นการแก้ปัญหาเรื่องเด็กถ้าทำตั้งแต่ช่วงต้น ก็จะไม่รุนแรงยิ่งขึ้น” พญ.พรรณพิมล กล่าว

ทั้งนี้ อีกหนึ่งคำสอนในพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นถึงบาปกรรมของผู้ที่ทำร้ายร่างกาย ตบตีหรือฆ่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด มีผลอย่างรุนแรงอย่างไร

ในสมัยพุทธกาล พระมหาโมคคัลลานะ เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนา ช่วยแบ่งเบาภารกิจ และยังพุทธดำริต่างๆ ให้สำเร็จด้วยดี เพราะท่านมีฤทธิ์มีอานุภาพยิ่งกว่าพระสาวกรูปอื่นๆ จนได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดา แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพระอัครสาวกเบื้องซ้าย

พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าบุพพกรรมของพระมหาโมคคลานะว่า ในอดีตชาตินานมาแล้ว พระมหาโมคคัลลานะได้เกิดเป็นชาวเมืองพาราณสี ทำหน้าที่เลี้ยงดูมารดาผู้ทุพพลภาพเสียตา ต่อมาได้ภรรยาคนหนึ่ง และได้ยอมทำตามภรรยา นำมารดาไปทิ้งไว้ในป่า ทุบตีจนตาย

พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมคคัลลานะทำกรรมประมาณเท่านี้ โทษในนรกหลายแสนปี ด้วยวิบากยังเหลืออยู่ จึงถูกทุบตีอย่างนั้นนั่นและละเอียดหมดถึงมรณะสิ้น 100 อัตภาพ”

บาปที่ก่อต่อผู้ให้กำเนิดนั้น จึงเป็นบาปที่ร้ายแรงมหันต์

************************

หล่อหลอมลูกด้วยรัก

พญ.พรรณพิมล ตั้งคำถามว่า หากครอบครัวแก้ปัญหาไม่ได้ ครอบครัวจะพึ่งใครได้ เพื่อพยายามให้ลูกกลับมา โดยตรงนี้โครงสร้างศูนย์บริการครอบครัวในสังคมไทยพึ่งได้น้อยมาก หากได้รับการดูแลก่อนปัญหาจะรุนแรง ก็จะดีกว่าปล่อยให้ครอบครัวเผชิญชะตากรรม

“หากครอบครัวล้มเหลวไม่มีใครช่วยได้ เด็กก็จะไปสร้างปัญหาให้สังคม แล้วก็จะย้อนกลับมาสร้างปัญหาให้กลับครอบครัว”

“ทุกวันนี้การใช้ชีวิตครอบครัวด้วยกัน แล้วพอลูกโตมาไม่ดูแลพ่อแม่ ใช้ความรุนแรงกับพ่อแม่ นั่นเป็นเพราะสภาพครอบครัวในปัจจุบัน ที่การดูแลเอาใจใส่ถูกภาวะแวดล้อมทางสังคมบีบบังคับทำให้พ่อแม่ไม่ได้ดูแลใกล้ชิดกับลูกในวัยเด็ก ความผูกพันไม่มากพอ เมื่อโตขึ้นก็ไม่หวนกลับมาเอาใจใส่พ่อแม่ แล้วก็มีลูกจำนวนหนึ่งที่เลี้ยงตัวเองไม่รอด ออกไปสร้างปัญหาให้สังคม แล้วย้อนกลับมาสู่ปัญหาครอบครัว พอเวลาที่ลูกมีปัญหา พ่อแม่ไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ก็ได้แต่ปล่อยให้สั่งสมจนร้ายแรง”

พญ.พรรณพิมล ยืนยันว่า การเลี้ยงดูลูกอย่างเอาใจใส่ ความผูกพันทางสายเลือดนั้นจะหล่อหลอมไม่ให้เกิดเหตุลูกทุบตีพ่อแม่

ข่าวล่าสุด

ในหลวง-พระราชินี เสด็จฯ เปิดงาน 100 ปี วันสวรรคต ร.6 และศตวรรษแห่ง ‘สวนลุมพินี’