
ปรับครม.ลดกระแสยื้อเวลาอีกยก​
นับเป็นอีกก้าวย่างที่ “สำคัญ” และ “จำเป็น” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการปรับคณะรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
นับเป็นอีกก้าวย่างที่ “สำคัญ” และ “จำเป็น” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับการปรับคณะรัฐมนตรี เพื่อเร่งฟื้นความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลุยต่ออีกยกในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าการตัดสินใจปรับ ครม.ครั้งนี้จะส่งผลมากน้อยแค่ไหน
ทั้งในแง่กรอบเวลาซึ่งผ่านการบริหารงานมาใกล้จะครบหนึ่งปีบริบูรณ์ หลายอย่างเริ่มเห็นหน้าเห็นหลัง เห็นฝีไม้ลายมือ ความตั้งใจ รวมถึงผลงานของแต่ละกระทรวงได้ชัดเจน
อีกด้านหนึ่งมรสุมรุมเร้าเวลานี้ จนรัฐบาลสะบักสะบอมอย่างหนัก หากปล่อยปละไม่ดำเนินการอะไรเลย ย่อมมีแต่จะฉุดคะแนนนิยมทั้งตัว พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลให้ดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ แถมจะพานสะเทือนไปถึงทั้งเรื่องการปฏิรูปและรัฐธรรมนูญให้ไม่เป็นที่ยอมรับไปด้วย
การปรับ ครม.ในจังหวะนี้ จึงถือเป็นการลดแรงกดดันไม่ให้ตกมายังรัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ แบบเต็มๆ พร้อมกับซื้อเวลาให้ชาวบ้านได้ลุ้นกับผลงาน ครม.ชุดใหม่กันอีกยกหนึ่ง
จับอาการจากสังคมเวลานี้ เป้าใหญ่ขณะนี้หนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การส่งออก ปัญหาปากท้อง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ที่พันกันยุ่งเหยิง จนจีดีพีย่ำแย่กว่าที่เคยประเมิน
สอดรับกับผลสำรวจจากสวนดุสิตโพล ที่เห็นว่า 3 กระทรวงที่ควรมีการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีอันดับแรก ได้แก่ กระทรวงการคลัง 86.77% เพราะสภาพเศรษฐกิจการค้าการลงทุนยังคงย่ำแย่ ในภาพรวมยังไม่สามารถแก้ปัญหาให้ดีขึ้นได้ ฯลฯ
อันดับ 2 กระทรวงพาณิชย์ 77.22% เพราะสินค้ายังคงมีราคาแพง ประชาชนแบกภาระค่าใช้จ่ายสูง รัฐไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ ฯลฯ และอันดับ 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 70.93% เพราะยังไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับเกษตรกรได้ โดยเฉพาะภัยแล้งเป็นเพียงการแก้ในระยะสั้นเท่านั้น ฯลฯ
เส้นทางของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สู่ ครม.ชุดนี้ดูใกล้ความจริงมากขึ้น หลัง ครม.เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว เปิดทางให้อดีตบ้านเลขที่ 111 และ 109 เข้าร่วมรัฐบาลได้
ด้วยฝีไม้ลายมือ หรือเครดิตที่สั่งสมมา จากที่เคยทำงานในหลายรัฐบาลก่อนหน้านี้ ทำให้หลายคนคิดว่า ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถของสมคิด จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ยังไม่รวมกับอีกหลายคนที่เริ่มปรากฏชื่อออกมาให้หยั่งกระแสสังคม ที่หวังว่าจะช่วยกู้สถานการณ์ของรัฐบาลให้ดีขึ้น
สัญญาณชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะปรับเมื่อระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ได้ทำตามกระแสกดดัน แต่จะทำตามวิจารณญาณของตัวเอง ที่สำคัญไม่ได้ปรับเพราะมีความผิด หรือเพราะสังคมกดดัน
ปัญหาอยู่ที่จะขยับอย่างไรให้เกิดแรงกระเพื่อมน้อยที่สุด เพราะขยับรอบนี้ประเมินแล้วน่าจะเป็นการปรับใหญ่หลายเก้าอี้ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและไม่ใช่เศรษฐกิจ
“อย่าไปโทษเขามาก ต้องโทษตัวเอง ไปโทษคนบริหารเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ว่าเก่งๆ วันนี้ที่แย่เพราะอะไร ทั้งปัจจัยภายนอก ภายใน โรงงานต่างๆ ที่เริ่มล้าสมัย หากินกันมากี่ปี การเมืองเคยมาดูกันหรือไม่ เคยปรับโครงสร้างอะไรให้เข้มแข็งบ้าง หรือดูแต่เฉพาะที่อยากจะดู นี่แหละที่ล้มเหลว ขายของกันแบบเดิมๆ จะสู้เขาได้ไหม”
รัฐมนตรีหลายคนที่ถูกมองว่าผลงานไม่เข้าตา อย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ พล.อ.ประยุทธ์ ยังออกตัวแทนและแจกแจงผลงานแทน
แม้จะรู้ว่าการปรับ ครม.แต่ละครั้งย่อมต้องเกิดแรงกระเพื่อม แต่เมื่อแรงกดดันที่ถาโถมหนัก ทำให้ไม่มีทางเลือก แต่อีกด้านก็ต้องประคับประคองไม่ให้เกิดปัญหารุนแรง
ทั้งในแง่ความเป็นเอกภาพของรัฐมนตรีชุดเก่าและชุดใหม่ที่ต้องทำงานร่วมกัน หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีต้องสกัดไม่ให้เกิดรอยร้าว เพื่อทำให้การบริหารงานในแต่ละส่วนเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ได้ขัดหรือแย้งกันเองที่จะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม
เพราะหากทุกอย่างไม่สอดประสานไปด้วยกันแล้ว นอกจากจะไม่อาจกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือขับเคลื่อนงานในแต่ละกระทรวงให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างจับต้องได้แล้ว นโยบายหรือการบริหารงานจากรัฐมนตรีใหม่ อาจฉุดให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดต้องพังทลายก่อนจะเห็นผลอย่างน่าเสียดาย
ยังไม่รวมกับการออกมาหยั่งเชิงที่เตรียมดึงอดีตนักการเมืองเข้าร่วม ครม. เพื่อความสมานฉันท์ ซึ่งล่าสุดเหมือนจะปิดประตูตายเรียบร้อย เพราะนั่นเท่ากับเป็นการตอกย้ำความไร้ความสามารถของ คสช.
อีกด้านยังเป็นการให้ราคากับนักการเมืองที่เคยถูกตีตราว่าสร้างปัญหาจนต้องนำมาสู่การยึดอำนาจ หากให้เข้ามามีส่วนร่วมบริหารอีกครั้ง จะมีหลักประกันได้อย่างไรว่าจะไม่จบลงเหมือนเดิม
การปรับ ครม.รอบนี้จึงเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของ คสช. ว่าเส้นทางลงจากหลังเสือนับจากนี้จะราบรื่นแค่ไหน ซึ่งจำเป็นต้องเร่งสร้างผลงาน และหากปรับ ครม.รอบนี้แล้วทุกอย่างไม่ดีขึ้น คนที่ต้องรับผิดชอบเต็มๆ คือ รัฐบาล คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง







