
ถอดรหัสน้ำมัน ยังร่วงหนักเพราะซัพพลายล้น
ถือเป็นช่วงที่บรรยากาศการลงทุนในตลาด “ทองคำดำ” ซบเซาอย่างหนักจริงๆ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ถือเป็นช่วงที่บรรยากาศการลงทุนในตลาด “ทองคำดำ” ซบเซาอย่างหนักจริงๆ นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า ราคาน้ำมันอาจร่วงไปแตะจุดต่ำสุดเช่นเดียวกับปี 1986 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับเหนือกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำมันในหลายส่วนของโลกถูกทำลาย
ราคาน้ำมันถลำเข้าสู่ช่วงขาลงมาได้เกือบหนึ่งปีแล้ว หลังจากสหรัฐเดินหน้าใช้เทคโนโลยีใหม่ในการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นสวนทางความต้องการบริโภคน้ำมัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา
ในความเป็นจริง เมื่อราคาน้ำมันเคลื่อนไหวในระดับต่ำเป็นเวลานาน สุดท้ายเงื่อนไขต่างๆ จะผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเอง เพราะน้ำมันราคาถูกจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ขณะที่บริษัทน้ำมันจะชะลอการลงทุนลงกล่าวให้ชัดเจน คือ เมื่อราคาน้ำมันอยู่ในภาวะตกต่ำจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดดีมานด์จากฝั่งผู้ซื้อมากขึ้น ขณะที่ฝั่งผู้ขายปรับลดปริมาณการผลิตลง จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปัจจัยหลายอย่างยังคงกดดันให้ราคาน้ำมันเตี้ยต่ำต่อไป
ในกรณีของความต้องการบริโภคน้ำมันนั้นเพิ่มสูงขึ้นหลังราคาน้ำมันต่ำมานานถือว่าจริงตามหลักเศรษฐศาสตร์ ถึงแม้ตลาดส่งออกน้ำมันขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) และจีน จะยังมีสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่ก็ตาม แต่สัดส่วนความต้องการซื้อน้ำมันในตลาดโลกก็เพิ่มขึ้นไป โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ล้านบาร์เรล/วัน
สำหรับจีนซึ่งถือเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ของโลกในปัจจุบัน มีอัตราการนำเข้าน้ำมันถึง 60% จากการบริโภคทั้งหมดภายในประเทศ มีการนำเข้าน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น แม้จะเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ
โดยข้อมูลจากกรมศุลกากรจีนในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ยืนยันว่า จีนนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 29.49 ล้านตัน หรือเท่ากับราว 7.176 ล้านบาร์เรล/วัน ปรับเพิ่มจากเดือน พ.ค. ถึง 31%
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้จีนกำลังจะกลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกแซงหน้าสหรัฐ โดยในเดือนเดียวกันสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (อีไอเอ) รายงานว่า สหรัฐนำเข้าน้ำมันอยู่ที่ราว 7.165 ล้านบาร์เรล/วัน น้อยกว่าจีนแม้จะยังสูสีอยู่ก็ตาม
ขณะเดียวกัน ธุรกิจด้านพลังงานชะลอการลงทุนจริง โดยสัดส่วนมีการระงับโครงการเปิดหลุมขุดเจาะน้ำมันใหม่ทั่วโลกลงราว 42% ขณะที่ธุรกิจพลังงานที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ตัดลดการใช้จ่ายรวมกันแล้วถึง 1.29 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.450 ล้านล้านบาท)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมต่อธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันให้ปรับลดค่าใช้จ่ายลงไปด้วย ส่งผลให้มีการปลดคนงานแล้วกว่า 7 หมื่นคน
นอกจากนี้ ราคาหุ้นของบริษัทน้ำมันซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังดิ่งลงมากที่สุดในรอบ 35 ปีอีกด้วย
กระนั้นก็ตาม แม้ดีมานด์จากจีนเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงมีการชะลอการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่ในความเป็นจริงปริมาณน้ำมันที่ป้อนเข้าสู่ตลาดโลกกลับไม่ได้มีสัดส่วนลดลงตามไปด้วยเลย
ในกรณีของสหรัฐ ข้อมูลจากอีไอเอ ยืนยันแล้วว่า การลดจำนวนแท่นขุดเจาะลงแทบไม่ส่งผลต่อกำลังการผลิตน้ำมัน โดยจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐอยู่ที่ราว 1,300 แห่งเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ลดลงเหลือราว 700 แห่งเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ทว่าในช่วงเดียวกันกำลังผลิตน้ำมันในเมืองลุงแซมยังอยู่ที่ 5.5 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 5.3 ล้านบาร์เรล/วัน
ปริมาณน้ำมันที่เป็นสาเหตุทำให้ราคา “ทองคำดำ” ดิ่งลงอย่างที่เห็นในปัจจุบันจึงยังคงไหลเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้ปริมาณแท่นขุดเจาะจะลดลงก็ตาม
ในทำนองเดียวกัน ปริมาณน้ำมันจากกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันยังคงไม่ปรับตัวลดลง โดยทางกลุ่มยังคงเพดานการผลิตน้ำมันไว้ที่ 30 ล้านบาร์เรล/วันเช่นเดิม
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเตรียมส่งออกน้ำมันของอิหร่าน จะทำให้ปริมาณน้ำมันที่ไหลเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นไปอีก โดย บิจาน มันดาร์ ซันกา เนห์ รัฐมนตรีพลังงานอิหร่าน เคยประกาศว่า พร้อมจะส่งออกน้ำมัน 5 แสนบาร์เรล/วันในทันที และสามารถส่งออกน้ำมันได้เพิ่มอีก 5 แสนบาร์เรล/วันในอีกครึ่งปีข้างหน้า
แคเธอรีน สเปกเตอร์ นักยุทธศาสตร์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ของ ซีไอบีซี เวิลด์ มาร์เก็ต ในนิวยอร์ก แสดงความเห็นว่า ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกยังคงสูงเกินความต้องการ และเกินสมดุลของตลาด เราเคยเชื่อว่าตลาดน้ำมันจะกลับมาอยู่ในจุดสมดุลในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววแต่อย่างใด
ดังนั้นแล้ว แม้ความต้องการน้ำมันในตลาดโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ทว่าปริมาณการส่งออกจากประเทศผู้ผลิตน้ำมันยังคงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เงื่อนไขดังกล่าวจึงแทบไม่ส่งผลต่อราคาน้ำมันแต่อย่างใด
มิหนำซ้ำประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียยังจงใจขายน้ำมันในราคาถูกอีกด้วย โดยเชื่อว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของกลุ่มโอเปก
กรณีดังกล่าว จึงเหมือนว่าน้ำมันราคาถูกไม่ได้ช่วยกระตุ้นให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นแต่อย่างใด ถึงแม้ปริมาณความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้นก็ตาม ทว่าประเทศผู้ส่งออกยังคงพยายามกดดันให้เคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำต่อไป จึงเหมือนกับตามใจให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสามารถนำเข้าน้ำมันได้ในราคาถูก และยากที่ราคาจะปรับสูงขึ้น







