
หุ้น-ค่าเงินเอเชียดำดิ่งยกแผง ตัวเลขเศรษฐกิจฝืดทั่วโลก
หุ้นทั่วเอเชียพร้อมใจกันดิ่งเหวตามตลาดหุ้นจีนเมื่อวานนี้ หลังจากที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วงลงไปถึง 8.5% ปิดที่ 3,725.56 จุด ถือเป็นการลดลงในหนึ่งวันมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2550 เนื่องจากนักลงทุนหวั่นเกรงว่ารัฐบาลจีนจะเริ่มชะลอการใช้มาตรการพยุงตลาดหุ้นที่ประกาศใช้เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจีนยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนด้วยเช่นกัน โดยตัวเลขผลกำไรภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย.ร่วงลงไป 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
หุ้นทั่วเอเชียพร้อมใจกันดิ่งเหวตามตลาดหุ้นจีนเมื่อวานนี้ หลังจากที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตร่วงลงไปถึง 8.5% ปิดที่ 3,725.56 จุด ถือเป็นการลดลงในหนึ่งวันมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 2550 เนื่องจากนักลงทุนหวั่นเกรงว่ารัฐบาลจีนจะเริ่มชะลอการใช้มาตรการพยุงตลาดหุ้นที่ประกาศใช้เมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจีนยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนด้วยเช่นกัน โดยตัวเลขผลกำไรภาคอุตสาหกรรมในเดือน มิ.ย.ร่วงลงไป 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นอินเดียที่มุมไบก็ลดลงรุนแรงมากที่สุดในรอบ 3 สัปดาห์เช่นกัน โดยดัชนีเอสแอนด์พี บีเอสอี เซนเซกซ์ ลดลง 1.96% อยู่ที่ 27,561.38 จุด ถือว่าเป็นการลดลงที่รุนแรงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.
ด้านดัชนีเอเชียแปซิฟิก เอ็มเอสซีไอ ลดลง 1.2% อยู่ที่ 140.86 ส่วนดัชนีตลาดเกิดใหม่ เอ็มเอสซีไอ ลดลง 1.3% อยู่ที่ 898.19 มีแนวโน้มลดลงแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี หรือตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2556
“จีนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในประเทศกำลังพัฒนา และเศรษฐกิจของจีนที่อ่อนแอจะกระทบต่อการส่งออกอย่างมาก ขณะที่ความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐจะกระทบต่อมุมมองของนักลงทุน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่” ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย หัวหน้าการวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ กล่าว
ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ภายหลังจากที่ เบเกอร์ ฮิวจ์ อิงค์ บริษัทข้อมูลด้านพลังงานสหรัฐ ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐมีการใช้งานเพิ่มขึ้นมากที่สุด นับตั้งแต่ เดือน เม.ย. 2557 ซึ่งอาจเป็นการสะท้อนว่าซัพพลายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะยังคงมีต่อไป
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส งวดส่งมอบเดือน ก.ย. ระหว่างการซื้อขายช่วงเช้าในกรุงลอนดอน ลดลง 0.24 เหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ 47.90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาปิดตลาดในวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 48.14 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ระดับต่ำที่สุดในรอบ 3 เดือน ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ งวดส่งมอบเดือน ก.ย. ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วลดลงถึง 4.3%
“ตลาดน้ำมันยังคงอ่อนแออยู่ ซัพพลายล้นตลาด โดยการผลิตของสหรัฐนั้นไม่ได้ส่งสัญญาณของการปรับลดลงรุนแรงแต่อย่างใด”อมริทรา เซ็น หัวหน้านักวิเคราะห์น้ำมันของเอนเนอร์จี แอสเปกส์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำงวดส่งมอบเดือน ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากการเทขายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้ราคาโลหะมีค่าปรับตัวแตะระดับต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี
ธอม ไพรส์ นักวิเคราะห์จากธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ราคาทองคำอาจปรับตัวลงไปแตะ 800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ได้ หากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) การดิ่งลงของตลาดหุ้นจีน และการเทขายทุนสำรองของบรรดาธนาคารกลางเกิดขึ้นพร้อมกัน
ด้านธนาคารกสิกรไทย ปรับคาดการณ์ค่าเงินบาทในช่วงสิ้นปี 2558 ที่ 35.25 บาท/เหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 34.50 บาท ซึ่งแนวโน้มอ่อนค่าลงก็อาจจะเป็นอานิสงส์ต่อภาคการส่งออกไทยในระดับหนึ่ง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า นโยบายของเฟดอาจสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินต่างๆ รวมทั้งเงินบาทให้อ่อนค่าลงเป็นปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของภาคการส่งออกได้ส่วนหนึ่ง และท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยยังคงอ่อนแออยู่ ส่งผลให้ธนาคารกลางเหล่านั้นน่าจะยังคงใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจต่อไป
ทั้งนี้ ท่ามกลางส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศในตลาดเกิดใหม่และเฟดที่มีแนวโน้มปรับแคบลงมากขึ้น อาจส่งผลให้มีกระแสเงินทุนไหลออกจากประเทศในตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่อง ซึ่งคงกดดันให้ค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทยยังมีโอกาสที่จะปรับตัวอ่อนค่าลง
สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชียเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ส่วนใหญ่ยังมีทิศทางอ่อนค่าลงกันถ้วนหน้าจากปัจจัยของเฟด โดยเฉพาะค่าเงินริงกิต มาเลเซีย และรูเปียห์ อินโดนีเซีย ได้อ่อนค่าลงทำสถิติต่ำสุดครั้งใหม่ในรอบ 17 ปี โดยริงกิตอ่อนค่าลงอีก 0.1% ลงมาแตะ 3.814 ริงกิต/เหรียญสหรัฐ และยังฉุดให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงถึงราว 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่รูเปียห์ลดลง 0.11% ลงมาแตะ 13,455 รูเปียห์/เหรียญสหรัฐ







