
ค่าเงินอ่อนไม่ฟื้นส่งออก ตลาดนำเข้าซบ-ราคาโภคภัณฑ์ตก
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำและน้ำมันตกต่ำ ไปจนถึงการชะลอตัวของจีนและการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กดดันให้สกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงเป็นประวัติการณ์
โดยค่าเงินของหลายประเทศทำปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนค่าเงินบางประเทศดิ่งตัวลงเกือบ 30% ในรอบ 2 ปีครึ่ง
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลับไม่ช่วยกระตุ้นการส่งออกของประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยรายงานจาก แคปิตัลอีโคโนมิกส์ ระบุว่า การเติบโตในภาคการส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 5 ปี เฉพาะในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกลดลงถึง 14.3% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2009
ทั้งนี้ โดยปกติภาวะค่าเงินอ่อนตัวจะกระตุ้นให้การส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น เนื่องจากค่าเงินอ่อนจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สินค้าส่งออกมีราคาถูกลงในสายตาของประเทศผู้ซื้อและช่วยกระตุ้นการบริโภคของประเทศผู้ซื้อ
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขดังกล่าวกลับไม่เป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) และจีน เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอเช่นกัน กอปรกับภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำและการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ทำให้สภาพค่าเงินอ่อนไม่สามารถกระตุ้นการส่งออกได้
ต้องยอมรับว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก โดยสหรัฐสามารถฟื้นตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น ส่วนอียูยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านวิกฤตหนี้กรีซ และจีนเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษ ที่ราว 7% ต่อปี
ดังนั้น ถึงแม้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จะชะลอตัวลง แต่ก็ไม่สามารถช่วยกระตุ้นการส่งออกได้ เนื่องจากตลาดของประเทศผู้นำเข้าอยู่ในสภาพชะลอตัวนั่นเอง ถึงแม้ราคาสินค้าจะปรับตัวลดลง แต่ก็ไม่มีแรงซื้อแต่อย่างใด
ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังเผชิญกับภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำอีกด้วย โดยสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินค้าส่งออกของตลาดเกิดใหม่ในหลายประเทศ ประเทศอย่างมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน เมื่อต้องเผชิญกับภาวะราคาตกต่ำจาก 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลลงมาอยู่ที่ราว 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลก็ทำให้มาเลเซียต้องปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนี้ลงเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายประเภทตกต่ำลงตามราคาน้ำมันและการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ โดยราคาน้ำมันเริ่มตกต่ำลงจากการโหมขุดเจาะน้ำมันในชั้นหินดินดาน (เชลออยล์) ของสหรัฐ ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกมากล้นเกินความต้องการของประเทศผู้นำเข้าพลังงานส่วนใหญ่เผชิญกับสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว
ประเทศอย่างอินโดนีเซียถือเป็นประเทศผู้ส่งออกถ่านหินและหินแร่รายใหญ่ ต้องเผชิญกับทั้งสภาพราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ และการนำเข้าถ่านหินที่ชะลอตัวของประเทศนำเข้ารายใหญ่อย่างจีน
ขณะที่บราซิลเป็นประเทศผู้ส่งออกเหล็ก กาแฟ และน้ำตาลรายใหญ่ในอเมริกาใต้ มีสัดส่วนการส่งออกที่ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 11 เดือน
แคลร์ ดิวโซวส์ นักเศรษฐศาสตร์จากมิลเลเนียม โกลบอล อินเวสเมนต์ แสดงความเห็นว่า การส่งออกของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในขณะนี้อ่อนแออย่างผิดปกติ โดยผลจากภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ชะลอตัว ทำให้ถึงแม้จะมีปริมาณการส่งออกอาจจะมากขึ้น แต่ไม่สามารถสร้างกำไรได้ เนื่องจากมูลค่าการส่งออกลดลงตามราคาสินค้า
นอกจากนี้ กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ยังต้องเผชิญกับภาวะทุนไหลออกจากการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ทำให้กระแสทุนต่างชาติหวนกลับไปลงทุนในสหรัฐอีกครั้ง โดยเฉพาะสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างสกุลเงินเหรียญสหรัฐและพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่นิยมลงทุนในช่วงสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้
ในกรณีค่าเงินเรียลของบราซิลอ่อนค่าลงถึงราว 35% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าลงมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 17 ปี เช่นเดียวกับค่าเงินริงกิตมาเลเซียซึ่งปรับตัวลดลง 13.6% นับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2014 ถือว่าต่ำที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินเอเชีย
อเบอร์ดีน แอสเซ็ต แมเนจเมนต์ บริษัทยุโรปที่ลงทุนในตลาดเกิดใหม่มากที่สุด เปิดเผยว่า นักลงทุนดึงทุนกลับจากสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่แล้วถึง 1.55 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.347 แสนล้านบาท) ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลให้ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ต้องประกาศใช้มาตรการชะลอการนำเข้าสินค้าเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน เช่นเดียวกับรัฐบาลบราซิลซึ่งประกาศตัดลดงบประมาณลงเนื่องจากคาดว่าสัดส่วนรายได้จากภาษีจะลดลงตามไปด้วย
อเล็กซ์ วูล์ฟ นักเศรษฐศาสตร์ประจำกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่จากสแตนดาร์ด ไลฟ์ อินเวสเมนต์ แสดงความเห็นว่า การนำเข้าที่ชะลอตัวลงของจีนทำให้ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังแดนมังกรถูกบังคับให้ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มจะชะลอตัวในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภาวะทุนไหลออกกลายเป็นตัวกีดขวางธนาคารกลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เช่น การลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เนื่องจากการลดดอกเบี้ยจะเป็นการกระตุ้นให้ทุนยิ่งไหลออก ขณะเดียวกันยังไปกระตุ้นเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้นอีกด้วย เหมือนเป็นการเติมเชื้อไฟเงินเฟ้อซึ่งได้รับแรงกดดันจากภาวะเงินอ่อนค่าอยู่แล้ว
ทั้งนี้ เห็นได้ชัดว่า ภาวะเงินอ่อนค่าแทบไม่ได้ส่งผลในการกระตุ้นการส่งออกเลย เนื่องจากสภาพปัจจัยอื่นๆ ไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะปัจจัยทางด้านการชะลอตัวของตลาดส่งออกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ อย่างไรก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่า ค่าเงินอ่อนอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริงในอนาคต แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านการกระจายตลาดส่งออก ซึ่งปัจจุบันมักกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศเท่านั้น
ปัจจุบันจึงเหลือแต่ผลกระทบในแง่ลบจากภาวะเงินอ่อนค่าเท่านั้น ทั้งภาวะทุนหลออกและสกุลเงินอ่อนค่าอย่างรุนแรง ที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องทนรับต่อไป







