posttoday
ปรับ 'ทัศนคติ' ก่อนคิดจะปฏิรูปการศึกษา (ให้ประสบผลสำเร็จ)

ปรับ 'ทัศนคติ' ก่อนคิดจะปฏิรูปการศึกษา (ให้ประสบผลสำเร็จ)

27 กรกฎาคม 2558

โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์

โดย...ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์

การยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านกระบวนการปฏิรูปการศึกษา เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจ วาทกรรมที่อ้างถึงผลลัพธ์ทางการศึกษาด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลการสอบที่ตกต่ำ (หรืออย่างน้อยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ) จากการทดสอบในระดับชาติหรือนานาชาติ การถูกจัดอยู่อันดับ 8 ของอาเซียนจาก World Economic Forum หรือเสียงบ่นของผู้ประกอบการที่เห็นว่าทักษะของบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยยังไม่ดีพอ ขณะที่รัฐจัดสรรงบกับการศึกษาสูงถึงกว่าร้อยละ 20 (หรือราว 4% ของรายได้ประชาชาติ) ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนของหลายฝ่ายที่ถามถึงความรับผิดชอบจากกระทรวงศึกษาธิการ ว่าควรจะปรับแก้อย่างไรเพื่อให้การศึกษาของประเทศมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้อย่างไร

โดยส่วนตัว ผมไม่ได้สนใจกับผลลัพธ์ทางการศึกษาข้างต้นเท่าไรนัก เพราะเป็นเพียงการวัดเชิงปริมาณ และยังมีความผิดพลาดจากการวัดหลายประการ แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะทำความเข้าใจก่อนที่จะกล่าวโทษกับผลลัพธ์เหล่านั้นก็คือ เราควรต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) กับการศึกษาใหม่เสียก่อน ถ้าเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคตินี้ได้ การปฏิรูปการศึกษาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน

ทัศนคติแรก - การศึกษาไม่ได้อยู่แค่ในเมืองใหญ่ เวลาเราพูดถึงคุณภาพการศึกษา (เช่นคะแนนจากการสอบมาตรฐาน) เรามักจะมองเป็นภาพรวมๆ ของประเทศว่าคุณภาพการศึกษาของเราแย่เพียงใด แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก คุณภาพการศึกษาของเราไม่ได้แย่ขนาดนั้น ถ้าดูคะแนนเฉพาะโรงเรียนในเมืองใหญ่ๆ เชื่อหรือไม่ว่าคะแนนการสอบ PISA ของโรงเรียนใน กทม. มีระดับคะแนนที่เท่าๆ กับคะแนนทดสอบ PISA ของสหรัฐ แต่สาเหตุที่คะแนนทดสอบ PISA ของประเทศเราต่ำ เกิดจากโรงเรียนขนาดเล็ก (ที่มีจำนวนมากกว่าครึ่งของประเทศ) ซึ่งฉุดคะแนนเฉลี่ยของประเทศ โรงเรียนเหล่านี้ไม่มีความพร้อมทั้งผู้เรียน ผู้สอน รวมถึงการขาดแคลนทรัพยากรโรงเรียนอีกจำนวนมาก

นอกจากนี้ โรงเรียนขนาดเล็กยังมีต้นทุนต่อหน่วยของงบประมาณสูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ปัญหาคุณภาพการศึกษาของประเทศเรา (โดยภาพรวม) จึงไม่ได้เกิดจากคุณภาพของหลักสูตรที่ล้าสมัย หรือครูผู้สอนไม่ได้คุณภาพ แต่มาจาก “ความเหลื่อมล้ำ” ของการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน

ทัศนคติที่ 2 - การศึกษาเป็น “เรื่องของความรู้” มีแต่รู้หรือไม่รู้ (ไม่ใช่โง่หรือฉลาด) - เรามีการขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปี เป็น 9 ปี ส่งเสริมให้กระทรวงศึกษาฯ กำหนดตัวชี้วัดในรูปแบบคล้ายๆ “โรงงานอุตสาหกรรม” คือ กำหนดว่าควรเรียนวิชาอะไรบ้าง สอบอย่างไร วัดผลอย่างไร เปิดปิดเมื่อไร ใส่เครื่องแบบอย่างไร ครูต้องจบครุศาสตร์เท่านั้น ถ้านักเรียนทำได้ตามกรอบก็จะได้เกรดสูง ถ้าทำไม่ได้ก็จะได้เกรดต่ำ การยังใช้เกรด (สูงและต่ำ) มาวัดคุณค่าของเด็กว่า “เด็กคนไหนโง่และเด็กคนไหนฉลาด”

แต่แท้ที่จริงแล้วคนเราไม่มีโง่หรือฉลาด มีแต่คนที่รู้หรือไม่รู้ เด็กในเมือง (ที่คนมองว่าฉลาด) อาจมีความรู้ทางวิชาการที่คนในสังคมยกย่องว่าฉลาด แต่จริงๆ เด็กที่ระบบการศึกษาบอกว่าโง่นั้น อาจจะรู้วิธีทำนา รู้วิธีจับปลา หรือรู้ทักษะในการค้าขาย เป็นทักษะที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่นั้น (และเป็นความรู้ที่เด็กในเมืองที่ “ฉลาดเหล่านั้น” ไม่เคยรู้) แต่ระบบการศึกษาแบบมองว่าคนโง่หรือฉลาด กลับบังคับให้เด็กที่มีพื้นฐานทางครอบครัวที่แตกต่างกันต้องมาเรียนรู้ภาษาจีน สุขศึกษา ไอที วิชาการงาน หรือวิชาที่ไม่จำเป็นในการประกอบอาชีพในชุมชนของตนแต่อย่างไร

ผลการวัดดังกล่าวทำให้นักเรียนที่ถูกวัดว่าเก่งเลือกที่จะออกจากชุมชน เข้าเรียนต่อในโรงเรียนที่ดี ต่อมหาวิทยาลัยที่ดี ตั้งรกรากทำงานในเมืองใหญ่ และเลือกที่จะไม่กลับเข้าทำงานในชุมชนของตนอีกเลย ขณะที่นักเรียนที่ถูกระบบการศึกษาวัดว่าโง่ กลับถูกทำร้ายจากการไม่มีโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น ส่งผลให้ขาดโอกาสในการทำงานที่ดี และเสียโอกาสในการเป็นผู้นำที่ดีของชุมชนในอนาคต การประเมินคุณภาพการศึกษาแบบ “ตัดเสื้อผ้าตัวเดียว” (One-Size Fit All) จึงเป็นระบบที่ผิดพลาด ที่ถูกต้องควรเป็นแบบเสื้อสั่งตัด (Tailor-Made) ผลิตคนให้เหมาะกับระบบเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละพื้นที่

ทัศนคติที่ 3 - การศึกษาคือการสร้างคน “ไม่จำเป็นต้องแข่งขัน” - ระบบการศึกษาแบบการตัดเสื้อตัวเดียวข้างต้น เกื้อหนุนให้นักเรียน (รวมถึงผู้ปกครอง) เข้าสู่วงจรของการแข่งขันกันเอง ไม่ใช่เฉพาะแข่งด้านการเรียนภายในโรงเรียนเดียวกัน (และระหว่างโรงเรียน) ยังจัดประกวดกิจกรรมแข่งขันอีกนับไม่ถ้วน หน่วยงานประเมินคุณภาพทางการศึกษา (สมศ. หรือ สทศ.) ก็กำหนดตัวชี้วัดให้เกิดการแข่งขันกันระหว่างโรงเรียน

การศึกษาแบบแข่งขันนี้ คือระบบที่ “พร้อมจะเชิดชูผู้ชนะ (ซึ่งมาจากนักเรียนที่เกิดจากครอบครัวที่พร้อม) และ “เหยียบย่ำหรือไม่ให้ความสนใจกับผู้แพ้ (เด็กมักมาจากครอบครัวที่ไม่พร้อม)” และเสี่ยงที่จะสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีแนวโน้มเป็นคน “เห็นแก่ตัว” และ “ชอบแก่งแย่งแข่งขัน” ในอนาคต แต่ระบบที่เหมาะสมกับการสร้างคนดีในอนาคต คือ การศึกษาที่มีการสอบเท่าที่จำเป็น (หรือไม่มีการสอบเลยสำหรับเด็กชั้นประถม) ลดการประกวดต่างๆ ที่ไม่จำเป็น และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ส่งเสริมให้เด็กรักการเรียน และสร้างหลักสูตรที่ทำให้เด็กแบ่งปันกัน ทำเพื่อคนอื่น รักและเคารพซึ่งกันและกัน เห็นได้ว่าทัศนคติที่ผิดๆ ข้างต้นนี้ เป็น “ตัวการ” ที่ทำให้การศึกษาของประเทศเป็นเครื่องมือในการสร้างความเหลื่อมล้ำมากกว่าช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

ทั้งนี้ แนวทางการแก้ไขก็คือ “การลดบทบาทความรับผิดชอบของรัฐ โดยเฉพาะจากกระทรวงศึกษาธิการ” เพราะถ้ายังอยู่ภายใต้กระทรวงเดิมและบริหารแบบเดิมๆ คงหลีกเลี่ยงทัศนคติผิดๆ ข้างต้นได้ยากเต็มที สิ่งที่จะต้องดำเนินการ 1) จัดการรูปแบบการศึกษาโดยองค์กรจากภาคส่วนอื่นในท้องถิ่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ 2) ถ่ายโอนโรงเรียนขนาดเล็กให้กับท้องถิ่น 3) ยกระดับโรงเรียนที่มีความพร้อม ให้มีสถานะนิติบุคคลที่บริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง และ 4) ส่งเสริมกลไกจังหวัด สร้างความหลากหลายของสถานศึกษาให้เกิดการรวมตัวกันจากทุกภาคส่วนในท้องถิ่นเพื่อคนในท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ในการทำแต่ละนโยบายตามที่กล่าวไว้ข้างต้นยังคงมีอุปสรรค และมีความท้าทายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมจะหาโอกาสมาเล่า (เขียน) ต่อไปครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท