posttoday
เศรษฐกิจชะงัก ลงทุนเมกะโปรเจกต์อืด

เศรษฐกิจชะงัก ลงทุนเมกะโปรเจกต์อืด

27 กรกฎาคม 2558

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

โดย...เสาวรส รณเกียรติ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทได้อ่อนค่าลงรวดเดียวเกือบ 2% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ปัจจัยภายในประการหนึ่งในหลายๆ ประการที่ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค คือความล่าช้าในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ ทำให้นักลงทุนต่างชาติปรับฐานะถือครองสินทรัพย์ออกไป

อีกด้านหนึ่ง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ได้ออกมายอมรับว่า การดำเนินโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่รับผิดชอบ 2 ส่วนจะล่าช้ากว่าแผนงานที่กำหนดไว้ราว 2-3 เดือน ทั้งโครงการรถไฟทางคู่ 3 สาย ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย, ชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร จากแผนเดิมที่จะประกวดราคาในเดือน ส.ค. 2558 ต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2558

นอกจากนี้ ยังมีโครงการรถไฟฟ้า 3 เส้นทาง คือ รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) จะล่าช้าไปเป็นปลายปี 2558 ถึงต้นปี 2559

ข่าวดังกล่าวแม้จะไม่สร้างความแปลกใจให้กับนักลงทุนและนักธุรกิจเท่าใดนัก เพราะต่างไม่มั่นใจมาระยะหนึ่งแล้วว่ารัฐบาลจะลงทุนโครงการขนาดใหญ่ได้ตามตารางเวลาที่วางไว้ แต่ในระยะสั้นก็ซ้ำเติมให้ค่าเงินบาทผันผวนอ่อนค่า จน ธปท.ออกมาแสดงความเป็นห่วงภาคเศรษฐกิจแท้จริงจะปรับตัวรับไม่ทัน และต้องส่งสัญญาณที่จะเข้าไปดูตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ผลระยะสั้นอีกด้านหนึ่งคือ กระแสข่าวการเลื่อนการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมาตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ไหลร่วงลงวันเดียวถึง 20 จุด สะท้อนถึงความผิดคาดของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่หวังให้การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมากระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

ที่น่าแปลกใจคือ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กลับออกมารับลูก รมว.คมนาคม ซ้ำเติมความคาดหวังของภาคเอกชนลงไปอีกว่า ต้องเลื่อนเวลาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ด้วยเหตุผลนานัปการ

ตอกย้ำว่าในครึ่งปีหลังนี้คงไม่ได้เห็นรัฐบาลเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่ออกมา

ความสำคัญของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือเป็นตัวเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากกว่าเม็ดเงินงบประมาณที่ไหลเข้าระบบเศรษฐกิจ หากเอกชนเชื่อมั่นว่ารัฐจะลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ โดยเห็นได้จากการเปิดประมูลหาผู้รับเหมาตรงตามเวลาที่ประกาศไว้ ผู้รับเหมาก่อสร้างก็จะเริ่มขยับ อิฐ หิน ดิน ทราย อุปกรณ์ก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ตามแนวเส้นทางที่รถไฟทางคู่จะก่อสร้างผ่านก็จะตื่นตัว ตามมาด้วยการจ้างงาน ตามมาด้วยกำลังซื้อ ฯลฯ

แต่นับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาบริหารงานและมีการประกาศจะลงทุนโครงการต่างๆ วงเงินเป็นแสนล้านบาทบ้าง เป็นล้านล้านบาทบ้าง จนทำให้เอกชนมีความหวัง และความหวังก็ดับลงเป็นระยะๆ เพราะไม่มีการเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่เป็นชิ้นเป็นอันออกมา

ส่งผลให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงกับออกปากกลางงานสัมมนา ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า

“ตอนนี้อายนักลงทุนต่างชาติมากเวลาที่ต้องไปชี้แจงแผนการลงทุนของไทย เพราะเขาไม่เชื่อเราแล้ว เพราะแต่ละโครงการมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ตราบใดที่ยังไม่เกิดการลงทุนจริง”

ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า การที่รัฐบาลไม่สามารถลงทุนได้ตามแผนที่วางไว้ แม้จะไม่ถึงขั้นทำให้เกิดวิกฤต แต่ก็จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะงักงันได้ เพราะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจครึ่งปีหลังหมดไป โดยเห็นได้จากการที่เศรษฐกิจไทยเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาสจะไม่เติบโต หรือเติบโตได้น้อยมาก เหมือนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ไตรมาสแรก ปี 2558 เทียบกับจีดีพี ไตรมาส 4 ปี 2557 ขยายตัวเพียง 0.3% หรือถือว่าไม่เติบโตเลย และจะเป็นเช่นนี้ไปถึงสิ้นปีนี้

ขณะที่จีดีพีที่เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนจะเติบโตได้ 2-3% ถือว่าไม่ต่ำมาก และไม่เกิดปัญหาเงินฝืด แต่เป็นภาวะกำลังซื้อจะหายไปจากภาคเกษตร ซึ่งต้องรอดูว่าราคาน้ำมันที่ลดลงมาจะส่งผลดีต่อกำลังซื้ออย่างไร

อมรเทพ ระบุว่า เม็ดเงินจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะเข้าระบบเศรษฐกิจถือว่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับจีดีพี แต่หากรัฐลงทุนตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ สิ่งที่ได้คือจะสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชนให้ขยายการลงทุนตาม และส่งผลให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังขยายตัว

เพราะฉะนั้น เมื่อโครงการขนาดใหญ่ถูกเลื่อนออกไป โจทย์สำคัญของรัฐบาลในขณะนี้คือ รัฐบาลจะสื่อสารกับภาคเอกชนอย่างไรให้มีความมั่นใจในการลงทุน เพราะถ้าภาครัฐไม่ลงทุน เอกชนก็นิ่ง และกลายเป็นอีกความเสี่ยงหนึ่งของปัจจัยในประเทศ ไม่นับเรื่องการส่งออกที่ไม่ฟื้นตัว เกษตรกรก็เจอปัญหาภัยแล้งซ้ำอีก

สำหรับนโยบายการเงินจะเข้ามาช่วยได้มากน้อยแค่ไหนนั้น อมรเทพ กล่าวว่า หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เห็นว่าเศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงันและคิดจะลดดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจก็อาจจะเผชิญความเสี่ยงกับภาวะเงินไหลออก เพราะเป็นการลดดอกเบี้ยท่ามกลางการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย เท่ากับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายสวนทางกับเฟด สวนทางกับธนาคารกลางในภูมิภาคที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเหมือนกัน แต่ประเทศเหล่านั้นไม่ได้ใช้วิธีลดดอกเบี้ย

เช่นเดียวกับ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ หนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน ที่เห็นว่าความสำคัญของการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐไม่ได้อยู่ที่เม็ดเงินงบประมาณ เพราะ 2-3 ปีแรกของโครงการมีเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจไม่มาก แต่ผลที่ได้คือความเชื่อมั่นของภาคเอกชน

เศรษฐพุฒิ ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติต่างไม่เชื่อมั่นแล้วว่ารัฐบาลจะลงทุนได้ตามที่ประกาศไว้ เช่นเดียวกับไม่มั่นใจเรื่องการแก้ปัญหาน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง เพราะไม่เห็นวิธีการแก้ไขที่เป็นระบบจากรัฐบาล

เสียงสะท้อนจากบรรดากูรูด้านเศรษฐกิจเหล่านี้ สะท้อนได้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีโอกาสที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ให้อับเฉาซบเซาไปมากกว่านี้ได้
แต่นั่นหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตระหนักถึงความสำคัญว่า การเปิดประมูลลงทุนโครงการขนาดใหญ่นั้นไม่ใช่ประเด็นเรื่องเม็ดเงิน แต่เป็นเรื่องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจให้หายอึมครึมและกลับมาทำกิจกรรมเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังก็ยังพอเห็นแววฟื้นตัวได้

แต่หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ตระหนัก ยังไม่ลงไปผลักดันโครงการต่างๆ ด้วยตัวเอง ปล่อยให้เป็นเรื่องของแต่ละเจ้ากระทรวงทำกันไป และยอมรับเหตุผลการเลื่อนตารางเวลาต่างๆ โดยดุษณี ไม่มีการเร่งรัด หรือบีบนวดให้มีการลงทุนตามตารางที่กำหนดไว้

ก็คาดหวังได้ว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังต่อเนื่องไปถึงปีหน้าได้เวลาเผาจริง เศรษฐกิจจะแน่นิ่งเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ