
เร่งรัฐกู้เงินลงทุน ดึงเศรษฐกิจฝ่าวิกฤต
ในขณะที่หลายฝ่ายคาดหวังต่อการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ในขณะที่หลายฝ่ายคาดหวังต่อการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ อนุสรณ์ ธรรมใจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง ได้เตือนให้รัฐเร่งกู้เงินนำมาลงทุนในโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตามเป้าหมาย เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา การที่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนเงินกู้เพื่อนำเงินมาลงทุนตามกรอบเวลา สะท้อนถึงประสิทธิภาพของระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ
แผนการลงทุนตามยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 3.075 ล้านล้านบาท กระทรวงการคลังได้จัดหาแหล่งทุนมาลงทุนระหว่างปี พ.ศ. 2558-2565 แบ่งเป็นแหล่งเงินจากงบประมาณ 25.9% จากเงินกู้ 42.24% รายได้รัฐวิสาหกิจ 2.89% และจากโครงการการร่วมทุนภาคเอกชน หรือ พีพีพี 28.98% โครงสร้างแหล่งเงินทุนดังกล่าวมีความเหมาะสม แต่ต้องดำเนินการในส่วนพีพีพีให้ดี เพื่อจูงใจให้เอกชนร่วมลงทุน
ทั้งนี้ หากสามารถกู้เงินเพื่อการลงทุนได้ตามแผน สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 44.9% ในปี พ.ศ. 2558 และ 48.3% ในปี พ.ศ. 2559 และขึ้นไปสูงสุดที่ 53.2% ในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงขึ้นเป็นผลจากเศรษฐกิจไม่โตตามเป้ามากกว่า และการกู้เงินเพิ่มขึ้นมีความจำเป็นต่อการลงทุนเพื่อประโยชน์ระยะปานกลางและระยะยาวของประเทศ แต่สิ่งที่น่าวิตกกังวลมากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี คือการไม่สามารถเร่งรัดการลงทุนได้ตามแผน ทำให้ไม่มีการก่อหนี้ เพราะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาวอ่อนแอลงตามลำดับ
ด้าน สมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เปิดเผยว่า กรรมาธิการเศรษฐกิจฯ ได้เสนอแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างภาษีต่อประธาน สปช. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการด้านภาษีของรัฐบาลที่มี สมหมาย ภาษี รมว.คลัง เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแปรเป็นกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
แนวทางที่กรรมาธิการเศรษฐกิจฯ เสนอคือ ต้องมีการจัดเก็บภาษีให้สอดคล้องกับการกระจายอำนาจทางการปกครอง เพราะมีการกระจายงานให้ท้องถิ่นถึง 35% แต่จัดเก็บรายได้เองเพียง 9% ส่วนอีก 91% ท้องถิ่นยังพึ่งพาการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลกลาง
นอกจากนี้ ควรจัดเก็บภาษีให้ครบทั้ง 6 ฐานภาษี คือ จัดเก็บจาก 1.ฐานรายได้ 2.ฐานรายจ่าย 3.การซื้อขายเปลี่ยนมือ 4.การค้าระหว่างประเทศ หรือการนำเข้า-ส่งออก 5.ฐานทรัพย์สิน และ 6.จากผลกำไร (Capital Gain) ของทรัพย์สินหรือส่วนเกินจากทุน โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีที่ดินจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและป้องกันการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเป็นสาเหตุการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540
อีกประเด็นที่เสนอให้ปรับปรุง คือ โครงสร้างการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ปัจจุบันจัดเก็บอัตราก้าวหน้า สูงสุดอยู่ที่ 35% สำหรับผู้มีเงินได้ตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป แต่ปัจจุบันเงินได้ 4 ล้านบาท ไม่ใช่ผู้มีรายได้สูงสุดของสังคมแล้ว จึงเสนอให้รัฐบาลปรับช่วงเงินได้ใหม่ และปรับเงินขั้นสูงสุดขึ้นกว่า 4 ล้านบาท
กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปการคลัง การงบประมาณ และการภาษีอากร กล่าวว่า แนวทางที่ กมธ.เศรษฐกิจฯ เสนอ คือจะต้องมีระบบที่ให้คนมีรายได้ต้องเสียภาษีเป็นสัดส่วน เช่น การจูงใจให้ผู้ซื้อขอใบกำกับภาษีจากผู้ขาย โดยสามารถนำใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จที่ผู้ขายออกให้ไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเชื่อมโยงระหว่างต้นทาง ปลายทาง และหลีกเลี่ยงการหนีภาษีและขยายฐานภาษีได้มากขึ้นในอนาคต ซึ่งสามารถทำได้ เนื่องจากมีระบบไอทีที่รองรับแล้ว และต้องเริ่มดำเนินการตั้งแต่รัฐบาลนี้







